การก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อ OMODA & JAECOO (Thailand) ภายใต้เครือ Chery Group ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ประกาศเดินเครื่องสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) สองรุ่นเรือธง ณ โรงงานในจังหวัดระยอง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ เพื่อขานรับนโยบาย EV 3.5 ของรัฐบาลไทยอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปทั่วภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก
กางแผนยุทธศาสตร์! การเริ่มต้นสายการผลิตครั้งประวัติศาสตร์ในไทย
การประกาศเริ่มต้นสายการผลิตภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ OMODA & JAECOO ต้องการพิสูจน์ความจริงจังในการทำตลาดไทยอย่างยั่งยืน โดยโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดระยองนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฐานการประกอบรถยนต์ทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาให้เป็นโรงงานอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากประเทศจีน เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% โดยในช่วงแรกจะเน้นไปที่รถยนต์ 2 รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง OMODA E5 และ JAECOO 6 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ชื่นชอบการผจญภัยแบบพรีเมียม
สำหรับกระบวนการผลิตในช่วงเริ่มต้นนี้ บริษัทได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรไทยที่มีความเชี่ยวชาญ และการนำเข้าเครื่องจักรที่ทันสมัยเพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานระดับสากล การเดินเครื่องผลิตในไทยไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในด้านการขนส่งและการนำเข้า แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะทำให้แบรนด์สามารถบริหารจัดการสต็อกสินค้าและส่งมอบรถให้กับลูกค้าชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ ที่เริ่มขยับฐานการผลิตมายังไทยเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ การเลือกเดือนกุมภาพันธ์เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตยังสะท้อนถึงการวางแผนที่รัดกุม เพื่อให้สอดคล้องกับไตรมาสแรกของปีซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดรถยนต์เริ่มกลับมาคึกคักหลังช่วงเทศกาล การเปิดสายการผลิตในครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า OMODA & JAECOO พร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้เล่นระดับ Top 3 ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยภายในปีนี้ ตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะทำยอดขายให้ได้ถึง 26,000 คัน
ขานรับ EV 3.5: กลไกสำคัญที่หนุนส่งไทยสู่ศูนย์กลางอีวีโลก
ประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือการปฏิบัติตามเงื่อนไข มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ของรัฐบาลไทย ซึ่งกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า โดย OMODA & JAECOO ได้เลือกที่จะเริ่มต้นการผลิตในปี 2569 ซึ่งตามเงื่อนไขของ EV 3.5 จะต้องผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตในประเทศ 2 คัน) การขยับตัวในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงถึงความพร้อมทางการเงินและศักยภาพในการผลิตที่แข็งแกร่งของบริษัทที่สามารถตอบสนองนโยบายรัฐได้อย่างครบถ้วน
การเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นผ่านเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ยังเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น การผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญในไทย ซึ่ง OMODA & JAECOO เองก็ได้มีการเจรจากับพันธมิตรเพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในไทยควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ให้ได้มากที่สุด อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคและการจ้างงานในระยะยาว
ในมิติของความยั่งยืน การที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่เลือกผลิตในไทยภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดนี้ ยังเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากการเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่ฐานผลิตยานยนต์อนาคต (Next-Generation Automotive) อย่างเต็มตัว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “30@30” ของไทยที่ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030
เจาะลึก 2 รุ่นเรือธง: OMODA E5 และ JAECOO 6 ฝีมือคนไทย
สำหรับรถยนต์รุ่นแรกที่จะออกจากสายการผลิตในระยองคือ OMODA E5 รถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับดีไซน์ล้ำสมัยภายใต้คอนเซปต์ “Art in Motion” โดยรุ่นที่จะผลิตในไทยจะยังคงสเปกที่โดดเด่นอย่างแบตเตอรี่ขนาด 61 kWh ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 430 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงกว่า 17 ฟังก์ชัน การผลิตในประเทศจะทำให้ OMODA E5 มีความได้เปรียบในเรื่องของการเซอร์วิสและอะไหล่ที่พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าเดิม
รุ่นที่สองที่จะตามมาติดๆ คือ JAECOO 6 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% สไตล์ Off-road SUV รุ่นแรกๆ ที่จะถูกผลิตในประเทศไทย รุ่นนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงกล่องที่แข็งแกร่งและสมรรถนะการขับขี่ที่ลุยได้จริง ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์ที่ยังไม่มีคู่แข่งรายใดในตลาดไทยลงมาเล่นอย่างเต็มตัว การที่ JAECOO 6 ถูกผลิตในไทยจะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช่แค่ขับในเมือง แต่ยังสามารถนำไปใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวหรือกิจกรรม Outdoor ได้อย่างมั่นใจ
ทั้ง OMODA E5 และ JAECOO 6 ที่ผลิตจากโรงงานในไทย จะผ่านการทดสอบคุณภาพที่เข้มข้นภายใต้สภาพอากาศและสภาพถนนของประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ทุกคันที่ส่งถึงมือลูกค้าจะมีประสิทธิภาพสูงสุด การเริ่มต้นด้วยรถยนต์สองสไตล์ที่แตกต่างกันนี้ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การตลาดที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเทคโนโลยี ไปจนถึงกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความอเนกประสงค์และความแข็งแกร่ง
เศรษฐกิจไทยสะพัด: การลงทุน 5 พันล้าน และการจ้างงานครั้งใหญ่
การเริ่มเดินเครื่องผลิตในเดือนกุมภาพันธ์นี้มาพร้อมกับเม็ดเงินลงทุนก้อนโตกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่ง OMODA&JAECOO ได้อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อสร้างโรงงานและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) การลงทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในไทย หรือ Suppliers ที่ต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคไฟฟ้า โดยมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตในท้องถิ่นเพื่อจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน ซึ่งเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการชาวไทยโดยตรง
นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว การเปิดโรงงานยังนำมาซึ่งการจ้างงานในระดับท้องถิ่นหลายร้อยตำแหน่ง ตั้งแต่วิศวกร ฝ่ายผลิต ไปจนถึงฝ่ายบริหารจัดการ ซึ่งบริษัทมีนโยบายในการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) จากผู้เชี่ยวชาญชาวจีนสู่ทีมงานชาวไทย เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของประเทศไทยในการเป็น “Detroit of Asia” สำหรับยุคอีวี
ในส่วนของภาคบริการ OMODA&JAECOO ยังเดินหน้าขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่นี้ โดยตั้งเป้าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในเรื่องของบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว การขยายตัวของเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการนี้จะยิ่งช่วยกระตุ้นการจ้างงานและการลงทุนในระดับภูมิภาคให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน
วิสัยทัศน์ 2026: จากฐานผลิตในไทย สู่ตลาดพวงมาลัยขวาระดับโลก
ก้าวต่อไปของ OMODA&JAECOO หลังเริ่มการผลิตในไทยคือการใช้ประเทศไทยเป็น Hub ในการส่งออก โดยมีแผนส่งรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตโดยฝีมือคนไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการรถยนต์พวงมาลัยขวา เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงการขยายตลาดไปยังออสเตรเลียและยุโรปในอนาคต การใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของสินค้า “Made in Thailand” ในเวทีโลก
เป้าหมายยอดขาย 26,000 คันในปี 2569 ของบริษัทไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่วางไว้ลอยๆ แต่เป็นการคำนวณจากกำลังการผลิตที่เพียงพอและความต้องการของตลาดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่มีโรงงานผลิตในประเทศทำให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายและการทำโปรโมชันได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากความสำเร็จของรุ่น JAECOO 5 EV ที่เพิ่งเปิดตัวและมียอดจองถล่มทลายไปก่อนหน้านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าแบรนด์ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจากผู้บริโภคชาวไทย
บทสรุปของการเริ่มผลิตในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์รถยนต์เพียงแบรนด์เดียว แต่คือชัยชนะของนโยบายรัฐที่ดึงดูดการลงทุนได้จริง และเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเรามีความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์สะอาดของภูมิภาค OMODA&JAECOO กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ถนนในเมืองไทยเขียวขจีขึ้นด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
#OMODAjacoTh #OMODAE5 #JAECOO6 #EV3.5 #รถยนต์ไฟฟ้า #ผลิตในไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #อุตสาหกรรมยานยนต์ #EVThailand #TheEVcar
