สวัสดีครับแฟนๆ TheEVcar.com ทุกท่าน วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นกระแสและน่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ นั่นคือ GWM ORA 5 EV รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับนิยาม “Redefine Your New Era” ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของแบรนด์ GWM ในการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเน้นความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่อัดแน่นในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
สำหรับ ORA 5 EV คันนี้ถูกวางตำแหน่งเป็นรถ Compact SUV ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยเปิดตัวออกมาด้วยกัน 2 รุ่นย่อย คือรุ่น Pro ในราคา 629,000 บาท และรุ่นท็อปอย่าง Ultra ในราคาเพียง 699,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เขย่าขวัญคู่แข่งทั้งกลุ่ม EV และกลุ่มรถ Hybrid ในพิกัดเดียวกันได้อย่างน่ากลัว
กลุ่มเป้าหมายหลักของรถรุ่นนี้คือคนรุ่นใหม่และครอบครัวยุคใหม่ที่มองหารถยนต์คันแรกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังต้องการสมรรถนะที่ไว้ใจได้สำหรับการใช้งานทั้งในเมืองและการเดินทางไกล ด้วยระยะทางวิ่งที่ไกลถึง 520 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่ดู “ครบเครื่อง” และ “คุ้มค่า” ที่สุดในเวลานี้
จากการทดสอบจริง ORA 5 EV ไม่ได้เป็นเพียงรถที่ดูสวยงามแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีการปรับจูนวิศวกรรมในหลายส่วนให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนลุคจากความน่ารักแบบเดิมๆ ให้ดูมีความเป็นสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น จนได้รับฉายาเล่นๆ ว่าเป็น “น้องกบ” ที่พร้อมจะพาทุกคนไปสนุกในทุกเส้นทาง
ดีไซน์ภายนอก: ลุคใหม่สไตล์ SUV ที่โฉบเฉี่ยวไม่ซ้ำใคร
ดีไซน์ภายนอกของ GWM ORA 5 EV มาในแนวคิด “Sleek & Sporty” ที่เน้นเส้นสายทันสมัยลงตัว รูปทรงโดยรวมดูมีความเป็น SUV ที่ยกสูงขึ้นเพื่อให้ทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดี การออกแบบเน้นความลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแหวกลมและประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
จุดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นไฟหน้าแบบ LED Waterdrop Headlights ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ทรงหยดน้ำ พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Light) ซึ่งช่วยให้หน้ารถดูโดดเด่นและจำง่ายเมื่ออยู่บนท้องถนน นอกจากนี้ยังมีระบบ Active Grille Shutter ที่ช่วยเปิด-ปิดช่องกระจังหน้าเพื่อระบายความร้อนได้อย่างชาญฉลาด
ด้านข้างตัวรถติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว แบบ Petal-Style Low-Drag Wheels ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้วยังออกแบบมาเพื่อลดแรงต้านอากาศโดยเฉพาะ จับคู่กับยางขนาด 225/60 R18 ทำให้รถดูมีมิติที่บึกบึนและมั่นคง ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ Hidden Design Taillight ซึ่งเป็นไฟ LED ที่ซ่อนกลีบไปกับตัวรถอย่างแนบเนียน
ความพิเศษของรุ่น Ultra คือการมาพร้อมกับหลังคากระจก Panoramic Glass Roof ขนาดใหญ่ถึง 1.65 ตารางเมตร พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และระบบประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ภาพรวมภายนอกจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัวภายใต้สีสันที่หลากหลาย เช่น สีเขียว Emerald Green หรือสีฟ้า So Blue หลังคาดำ
ดีไซน์ภายใน: ความสะดวกสบายในยุคดิจิทัล
ภายในห้องโดยสารของ ORA 5 EV ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Dark Gold Contour Design ที่เน้นความกว้างขวางและเส้นสายที่โค้งมน วัสดุตกแต่งส่วนใหญ่เป็นหนังสังเคราะห์คุณภาพดี ในรุ่นท็อปจะใช้โทนสี Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) ที่ช่วยให้ห้องโดยสารดูสว่างและกว้างขวางขึ้นมาก พื้นที่ใช้สอยภายในถูกจัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะเบาะนั่งที่ออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อรองรับสรีระได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า ลดความเมื่อยล้าเมื่อต้องขับทางไกล
เทคโนโลยีภายในอัดแน่นด้วยหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Coffee OS 3 ที่ตอบสนองได้รวดเร็วทันใจ ส่วนหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลมีขนาด 10.25 นิ้ว ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และมีระบบสั่งการด้วยเสียงที่ฉลาดขึ้น
ตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ถูกวางไว้ในจุดที่ใช้งานง่าย เช่น แท่นชาร์จไร้สาย (Wireless Charger) กำลังไฟสูงถึง 50W พร้อมช่อง USB ทั้งแบบ Type-A และ Type-C ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จุดที่น่าสนใจคือมี ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งเหมาะมากสำหรับการแช่เครื่องดื่มเย็นๆ ในอากาศเมืองไทย
สำหรับความบันเทิง ORA 5 EV จัดเต็มด้วยลำโพงรอบทิศทางถึง 9 ตำแหน่ง (ในรุ่น Ultra) พร้อมระบบปรับเสียงตามความเร็วรถ ห้องโดยสารตอนหลังมีความกว้างของพื้นที่วางขา (Legroom) ที่ยอดเยี่ยม และยังมีระบบกรองอากาศ N95 เพื่อสุขอนามัยของผู้โดยสารทุกคน ทำให้เป็นห้องโดยสารที่ทั้งล้ำสมัยและผ่อนคลายในทุกมิติ
สมรรถนะ: การขับขี่ที่หนักแน่นและนุ่มนวล
ขุมพลังของ GWM ORA 5 EV มาจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ซึ่งให้การตอบสนองที่ฉับไวแต่ออกตัวได้อย่างนุ่มนวล ไม่กระชากจนเกินไป แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออนความจุ 58.3 kWh รองรับระยะทางการขับขี่สูงสุดถึง 520 กม. (NEDC) หรือใช้งานจริงได้ประมาณ 480 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ในด้านการชาร์จ รถรุ่นนี้รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) สูงสุด 6.6 kW และการชาร์จเร็วแบบกระแสตรง (DC) สูงสุดถึง 120 kW ซึ่งถือว่าชาร์จได้ไวมากสำหรับรถในกลุ่มราคานี้ นอกจากนี้ยังมีระบบ V2L (Vehicle-to-Load) ที่สามารถจ่ายกระแสไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุดถึง 6,000 วัตต์ ทำให้มันเป็นมากกว่าแค่ยานพาหนะ แต่เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับการออกไปแคมป์ปิ้ง
ความโดดเด่นที่สัมผัสได้จากการขับจริงคือ ช่วงล่าง ที่เซตมาได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ ให้ความรู้สึกที่ “แน่นและหนึบ” กว่ารุ่นไฮบริด รถมีการทรงตัวที่ดี (Body Roll น้อย) ไม่โยนเย้าเมื่อเข้าโค้ง และซับแรงกระแทกจากพื้นถนนได้นุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง
ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) สามารถปรับน้ำหนักได้ 3 ระดับ คือ เบา, สบาย และสปอร์ต ซึ่งในโหมด “สบาย” จะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและแม่นยำที่สุด ตัวรถยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกหลากหลาย ทั้ง Eco, Normal, Sport และ Well Being พร้อมระบบเบรกเพื่อชาร์จไฟกลับ (Regenerative Braking) ที่ปรับระดับการหน่วงได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่
เทคโนโลยีและความปลอดภัย: อัจฉริยะในทุกย่างก้าว
GWM ORA 5 EV ขึ้นชื่อเรื่องการให้เทคโนโลยีความปลอดภัยมาแบบ “จัดเต็ม” โดยเฉพาะระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ที่มีมาให้ครบครัน เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), และระบบช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน (LCK) ซึ่งทำงานได้เนียนตาและเพิ่มความปลอดภัยได้จริงในการใช้งาน
สิ่งที่ช่วยให้การขับขี่ในเมืองง่ายขึ้นคือ กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ที่มาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent View) ซึ่งมีความคมชัดสูงและมีเส้นกะระยะที่แม่นยำ ช่วยให้การถอยจอดหรือขับในที่แคบเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
ในส่วนของความปลอดภัยพื้นฐาน รถคันนี้ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาให้ถึง 6 ตำแหน่ง รอบคัน พร้อมระบบช่วยออกตัวและลงทางลาดชัน (HSA/HDC), ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (TPMS), และจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ตัวถังยังออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้โดยสารอย่างเต็มที่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและเทคโนโลยีการเตือนการชนรอบทิศทาง
นอกจากนี้ยังมีความล้ำสมัยในการเชื่อมต่อผ่าน GWM Application ที่ช่วยให้เจ้าของรถสามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะของรถผ่านสมาร์ทโฟนได้จากระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นการสั่งล็อก-ปลดล็อกประตู, สั่งเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนขึ้นรถ, หรือแม้แต่การตั้งเวลาชาร์จไฟ ทำให้ชีวิตดิจิทัลของคุณง่ายขึ้นและสะดวกสบายในทุกการเดินทาง
จุดเด่นและข้อสังเกต
จุดเด่น:
-
ความคุ้มค่าด้านราคา: ในราคาไม่เกิน 7 แสนบาท (รุ่น Ultra) คุณได้รถที่มีช่วงล่างอิสระมัลติลิงค์และออปชันล้นๆ ซึ่งหาได้ยากในตลาดปัจจุบัน
-
ช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม: การปรับจูนช่วงล่างทำมาได้ “แน่นและหนึบ” เกินคาด ให้ความมั่นใจในการขับขี่สูงและมีความนุ่มนวลที่ดี
-
สมรรถนะที่สมูท: อัตราเร่งทำได้ดีเยี่ยมด้วยกำลัง 204 แรงม้า แต่การส่งกำลังมีความต่อเนื่องและนุ่มนวล ไม่กระชากจนน่ารำคาญ
-
ออปชันเสริมพิเศษ: การมีช่องแช่เย็น (Cool box) และระบบ V2L กำลังไฟสูงถือเป็นจุดขายที่โดดเด่นมากสำหรับสายกิจกรรม
-
พื้นที่เบาะนั่ง: เบาะนั่งด้านหน้ามีการออกแบบใหม่ให้รองรับขาได้ดีขึ้น ลดความเมื่อยล้าได้จริงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ
ข้อสังเกต:
-
เสียงรบกวนจากพื้นถนน: การเก็บเสียงจากซุ้มล้อและยางยังทำได้ไม่ดีนัก มีเสียงอื้ออึงเข้ามาในห้องโดยสารพอสมควรเมื่อใช้ความเร็ว
-
การดูแลรักษาภายใน: วัสดุโทนสีเบจและผิวสัมผัสแบบหนืดๆ ในบางจุดอาจจะสกปรกได้ง่ายและดูแลรักษาค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่ใช้งานหนัก
-
ออปชันเบาะหลัง: น่าเสียดายที่ไม่มีที่พักแขนกลางเบาะหลัง และช่อง USB-C ด้านหลังมีให้เพียงช่องเดียว
-
ความสูงเบาะหลัง: ตำแหน่งเบาะหลังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเบาะหน้า ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังอาจจะรู้สึกทัศนวิสัยด้านหน้าไม่โปร่งเท่าที่ควร
บทสรุป: ความลงตัวใหม่ของ SUV ไฟฟ้า
โดยรวมแล้ว GWM ORA 5 EV คือการพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป ด้วยช่วงล่างที่เซตมาได้อย่างน่าทึ่ง สมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบ และระยะทางวิ่งที่ทำได้จริงใกล้เคียง 500 กม. ทำให้มันเป็นหนึ่งในรถ EV ที่น่าใช้ที่สุดในพิกัดราคาไม่เกิน 7 แสนบาท
รถรุ่นนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็นไฟฟ้าคันแรก โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวแต่ยังอยากได้ความอเนกประสงค์ของ SUV หรือครอบครัวขนาดเล็กที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร
จากประสบการณ์การขับขี่ ผมประทับใจในความเฟิร์มของตัวรถที่ให้ความรู้สึกมั่นใจกว่ารถหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกัน แม้จะมีข้อเสียเรื่องเสียงยางบดถนนที่ดังไปนิด แต่เมื่อหักลบกับออปชันที่ได้ ทั้งหน้าจอขนาดใหญ่, กล้อง 360 องศา และช่องแช่เย็นส่วนตัว ผมถือว่านี่คือดีลที่ “โคตรคุ้ม”
หากคุณกำลังตัดสินใจ ระหว่างรุ่น Pro และ Ultra ถ้าคุณไม่ได้ซีเรียสเรื่องหลังคากระจกหรือระบบช่วยขับขั้นสูงบางอย่าง รุ่น Pro ที่ราคา 629,000 บาท ก็เพียงพอและคุ้มค่ามากแล้ว เพราะคุณได้สมรรถนะ ช่วงล่าง และแบตเตอรี่ชุดเดียวกันเป๊ะ แต่ถ้าอยากสุดในทุกทาง รุ่น Ultra ก็ยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายเพิ่มอีก 7 หมื่นบาทครับ!
#GWM #ORA5 #ORA5EV #GWMORA5 #GreatWallMotor #TheNewEra #ORAThailand #รีวิวรถยนต์ #TheEVcar #ลองขับ #CarReview #ReviewORA5 #รีวิวรถEV






