EVAT ชี้ทางรอดวิกฤตน้ำมันแพง จี้รัฐปั้นระบบนิเวศอีวีไทยตามเป้าหมาย

EVAT ชี้ทางรอดวิกฤตน้ำมันแพง จี้รัฐปั้นระบบนิเวศอีวีไทยตามเป้าหมาย

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนอย่างหนักในปัจจุบันได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้การนำของ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมฯ ได้ออกมาแสดงความห่วงใยและชี้ให้เห็นว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่าประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ทางสมาคมจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันด้านพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของผู้บริโภคชาวไทยที่สะท้อนผ่านงาน Motor Show 2026 ซึ่งมียอดจองยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมและเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์แฟชั่นหรือนวัตกรรมใหม่ที่จับต้องยากอีกต่อไป แต่มันคือทางเลือกเชิงโครงสร้างที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านพลังงานและเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะช่วยพาไทยหลุดพ้นจากวงจรราคาน้ำมันแพง

ด้วยเหตุนี้ การระดมสมองของคณะกรรมการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงได้ข้อสรุปเป็นข้อเสนอสำคัญ 5 ประการที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงข้อกฎหมาย ไปจนถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นไปได้อย่างยั่งยืนและสอดรับกับนโยบาย 30@30 ที่รัฐบาลวางเป้าหมายเอาไว้


พลิกวิกฤตพลังงานสู่โอกาสใหม่ด้วยระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร

ในมุมมองของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือการลดหย่อนภาษีนำเข้ารถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมองภาพใหญ่ของระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งรวมไปถึงการสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงสู่บุคลากรไทย การสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์จะช่วยลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน

การวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกผ่านยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นพันธกิจสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย สมาคมฯ เน้นย้ำว่าแม้รัฐบาลจะมีมาตรการบรรเทาภาระราคาน้ำมันในระยะสั้นออกมาแล้ว แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้างทางเลือกที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพให้กับผู้บริโภค ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในหลายเท่าตัว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนและต้นทุนการขนส่งของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากมิติด้านพลังงานแล้ว การเร่งรัดระบบนิเวศ EV ยังเป็นกลยุทธ์ในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกเอาไว้ได้ โดยเป้าหมาย 30@30 ที่มุ่งหวังให้มีการผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวทันต่อเทรนด์โลก การเดินหน้าอย่างเป็นระบบจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน


5 ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเร่งความเร็วการเปลี่ยนผ่านสู่สังคม EV

จากการประชุมระดมความคิดเห็นล่าสุดของคณะกรรมการสมาคมฯ ข้อเสนอประการแรกที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้นำร่อง” โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐทั่วประเทศ การขยับตัวของภาครัฐไม่เพียงแต่จะช่วยลดงบประมาณค่าน้ำมันของรัฐบาลเอง แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและช่วยกระตุ้นตลาดในระยะเริ่มต้นได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังเป็นการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานจริงในหลากหลายมิติที่จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายต่อไป

ประการต่อมา สมาคมฯ ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และเพียงพอต่อปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเสนอให้จัดทำ “แอปพลิเคชันกลาง” โดยภาครัฐเพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว การเข้าถึงข้อมูลที่สะดวกจะช่วยลดความกังวลในการเดินทางระยะไกลของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนยังลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า การสร้างความมั่นใจผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้จะทำให้การใช้งาน EV ในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้จริงสำหรับทุกคน

ข้อเสนอในเชิงมาตรการทางการคลังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสมาคมฯ เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการหันไปใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและลดการบริโภคน้ำมัน ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นในระบบบริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ และการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน รวมถึงการพัฒนาทักษะฝีมือช่างไทยให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่นี้ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้หากทำได้จริงในระยะอันใกล้ จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเข้มแข็งและสง่างาม


สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย: ตัวกลางสำคัญในการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ยังคงเดินหน้าเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ปัจจุบันทางสมาคมมีสมาชิกจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไป รวมมากกว่า 390 ราย ความหลากหลายของสมาชิกทำให้สมาคมมีมุมมองที่รอบด้านในการเสนอแนะนโยบายและมาตรฐานการดำเนินงานด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ภายใต้การบริหารของคุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน สมาคมมีการประชุมสม่ำเสมอในทุกเดือนเพื่อติดตามความคืบหน้าและประเมินสถานการณ์ของอุตสาหกรรม การแบ่งคณะทำงานในด้านต่างๆ ช่วยให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางแผนเชิงลึกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อเสนอทั้ง 5 ประการที่ยื่นต่อภาครัฐในครั้งนี้ ก็คือผลลัพธ์จากการทำงานหนักของทีมคณะกรรมการที่มีเป้าหมายร่วมกันในการลดมลพิษและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

สมาคมฯ เชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลและภาคเอกชนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด วิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้จะไม่ใช่เพียงอุปสรรค แต่จะกลายเป็น “โอกาสทอง” ในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ทางสมาคมพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อให้การตัดสินใจในเชิงนโยบายเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ สามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านทางเว็บไซต์ของสมาคมอย่างเป็นทางการ


มุ่งสู่เป้าหมาย 30@30 เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไทย

นโยบาย 30@30 ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่ตั้งไว้เพื่อความสวยงาม แต่มันคือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งหวังให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ของจำนวนรถทั้งหมดภายในปี 2030 การจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยแรงผลักดันมหาศาลจากทั้งภาครัฐและผู้บริโภค ข้อเสนอของสมาคมฯ ในการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าในหน่วยงานรัฐจึงถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะช่วยทำให้ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นความจริง และยังสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนสี

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสในการจ้างงานรูปแบบใหม่และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไทย หากเราสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกันภัย สินเชื่อ หรือบริการหลังการขาย ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสะอาดในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน สิ่งนี้จะช่วยลดภาระค่าน้ำมันมหาศาลที่ประเทศไทยต้องจ่ายออกไปในแต่ละปี และเปลี่ยนงบประมาณส่วนนั้นมาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตของประชาชนแทน

ท้ายที่สุดแล้ว นายสุโรจน์ แสงสนิท ได้ย้ำเตือนว่าความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ขึ้นอยู่กับการลงมือทำที่รวดเร็วและจริงจัง วิกฤตราคาน้ำมันคือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่จะทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความจำเป็นในการมีทางเลือกด้านพลังงาน หากเราเริ่มตั้งแต่วันนี้ด้วยการผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เราจะไม่เพียงแค่ก้าวข้ามวิกฤตน้ำมันแพงไปได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างอนาคตที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนให้กับคนไทยในรุ่นต่อๆ ไปอย่างแน่นอน

#EVAT #รถยนต์ไฟฟ้า #น้ำมันแพง #ระบบนิเวศอีวี #30@30 #พลังงานสะอาด #EVThailand #TheEVcar #อุตสาหกรรมยานยนต์ #รถอีวี

Share