BYD ลุยฟ้องศาลทวงภาษีคืนหมื่นล้าน เขย่าบัลลังก์การค้าสหรัฐฯ-จีน

BYD ลุยฟ้องศาลทวงภาษีคืนหมื่นล้าน เขย่าบัลลังก์การค้าสหรัฐฯ-จีน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นสะเทือนวงการยานยนต์และเศรษฐกิจโลก เมื่อยักษ์ใหญ่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากแดนมังกรอย่าง BYD ตัดสินใจ “เปิดหน้าแลก” ด้วยการยื่นฟ้องร้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายสำคัญคือการคัดค้านการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินในการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาสิทธิทางธุรกิจของ BYD เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณท้าทายอำนาจบริหารของทำเนียบขาวอย่างตรงไปตรงมาในกระบวนการยุติธรรมสากล

สถานการณ์ความตึงเครียดนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อลงดาบสินค้าจากจีนด้วยภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงลิ่ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติและการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ BYD ซึ่งมีฐานธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในส่วนของรถบัสไฟฟ้าและระบบจัดเก็บพลังงานในสหรัฐฯ จึงตกเป็นเป้าหมายหลักที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นำไปสู่การตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) เพื่อเรียกร้องให้มีการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและคืนเงินภาษีทั้งหมดที่บริษัทได้จ่ายไปนับตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา

การฟ้องร้องในครั้งนี้ถูกจับตามองจากนักวิเคราะห์ทั่วโลกในฐานะ “คดีประวัติศาสตร์” ที่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ เนื่องจากเป็นการตีความข้อกฎหมายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี หาก BYD สามารถคว้าชัยชนะในชั้นศาลได้ ไม่เพียงแต่จะได้รับเม็ดเงินภาษีมูลค่ามหาศาลคืนสู่กระเป๋า แต่ยังจะเป็นการเปิดประตูให้สินค้าเทคโนโลยีสะอาดจากจีนกลับเข้ามาทำตลาดในสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อกลยุทธ์ของคู่แข่งอย่าง Tesla และผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมในดีทรอยต์อย่างมหาศาลในอนาคตอันใกล้

ปมขัดแย้งเชิงกฎหมาย: เมื่อ IEEPA ถูกตีความว่า “เกินขอบเขต”

หัวใจสำคัญของการฟ้องร้องที่ BYD ยื่นต่อศาลคือการโต้แย้งว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย IEEPA อย่างไม่ถูกต้องและเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยทีมกฎหมายของ BYD ระบุว่าในตัวบทบัญญัติของกฎหมายฉบับปี 1977 นี้ ไม่เคยมีการระบุคำว่า “ภาษีศุลกากร” หรือคำที่มีความหมายเทียบเท่าเอาไว้เลยแม้แต่จุดเดียว ซึ่งหมายความว่าประธานาธิบดีอาจไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมในการนำกฎหมายนี้มาใช้เพื่อเรียกเก็บภาษีที่หน้าด่านศุลกากรได้ตามใจชอบ การที่ฝ่ายบริหารเลือกใช้เครื่องมือนี้แทนที่จะผ่านกระบวนการนิติบัญญัติปกติ จึงถือเป็นการละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจและสร้างภาระเกินควรแก่ผู้ประกอบการที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พารากราฟต่อมาต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในช่วง “วันปลดปล่อยภาษี” (Tariff Liberation Day) ในเดือนเมษายน 2025 ที่รัฐบาลทรัมป์ได้เริ่มบังคับใช้ภาษีฐาน 10% และขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องกับสินค้าจากประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ซึ่ง BYD โต้แย้งว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดเสรีอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและพนักงาน โดย BYD ต้องการให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองและคืนเงินภาษีทุกดอลลาร์ที่ถูกเรียกเก็บไปตั้งแต่วันเริ่มต้นมาตรการ พร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกักเก็บเม็ดเงินดังกล่าวไว้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวเลขที่สูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์เมื่อรวมยอดจากทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ

ในมุมมองของนักกฎหมายระหว่างประเทศ การเดิมพันครั้งนี้ของ BYD มีพื้นฐานมาจากคดีตัวอย่างในอดีตที่เคยมีผู้นำเข้าไวน์รายหนึ่งชนะคดีในลักษณะเดียวกันมาแล้ว ซึ่งศาลในครั้งนั้นเห็นพ้องว่าการใช้ IEEPA เพื่อเรียกเก็บภาษีเป็นการตีความกฎหมายที่กว้างเกินไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ในคดีเหล่านั้นและพยายามยื้อเวลาให้คดีค้างอยู่ในชั้นศาลให้ได้นานที่สุด ดังนั้น การที่ BYD ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกโดดเข้าร่วมวงฟ้องร้องด้วยตนเอง จึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักและความกดดันอย่างมหาศาลต่อกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ที่ต้องเตรียมข้อต่อสู้ที่รัดกุมกว่าเดิมเพื่อไม่ให้ระบบภาษีที่ทรัมป์วางไว้ต้องล่มสลายลง

เดิมพันในสหรัฐฯ: โรงงานที่แลนแคสเตอร์และอนาคตที่ถูกปิดกั้น

แม้ว่าในปัจจุบันเราจะยังไม่เห็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของ BYD วิ่งเกลื่อนถนนในอเมริกาเหมือนในเอเชียหรือยุโรป แต่ความจริงแล้ว BYD มีรากฐานที่ฝังรากลึกอยู่ในแผ่นดินสหรัฐฯ มานานกว่าทศวรรษ โดยเฉพาะโรงงานผลิตรถบัสและรถบรรทุกไฟฟ้าในเมืองแลนแคสเตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีการจ้างงานแรงงานอเมริกันมากกว่า 750 ตำแหน่ง โรงงานแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นฐานการผลิต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการประนีประนอมและการลงทุนข้ามชาติ แต่ทว่ามาตรการภาษีชุดใหม่ได้ทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนนำเข้าจากจีนพุ่งสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของโรงงานในอเมริกาเองอย่างรุนแรง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับฐานการผลิตในแคลิฟอร์เนียกลายเป็นประเด็นย้อนศรที่ทำให้นโยบาย “America First” ของทรัมป์ถูกตั้งคำถาม เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามบีบให้บริษัทจีนออกไป แต่มาตรการภาษีกลับกำลังฆ่าพนักงานชาวอเมริกันที่ทำงานให้กับ BYD ไปด้วยในตัว BYD ได้ชี้ให้เห็นในคำฟ้องว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการสร้างงานและใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาโดยตลอด แต่การเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนและไร้ทิศทางกลับทำให้การดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ กลายเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งหากศาลไม่ให้ความเป็นธรรม BYD อาจจำเป็นต้องทบทวนแผนการลงทุนในอนาคตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงการขยายโรงงานแบตเตอรี่และระบบโซลาร์เซลล์ที่เคยถูกวางไว้เป็นยุทธศาสตร์หลัก

นอกเหนือจากรถบัสและรถบรรทุก ความพยายามในการฟ้องร้องครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็น “การปูพรมแดง” เพื่อรอจังหวะส่งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Vehicles) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในอนาคต นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า BYD มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดที่ชาวอเมริกันโหยหา โดยเฉพาะในช่วงที่สภาวะเงินเฟ้อยังคงกดดันกำลังซื้อ การปลดล็อกพันธนาการทางภาษีผ่านกระบวนการทางศาลจึงเป็นวิธีเดียวที่เหลืออยู่ในการทลายกำแพงที่ทรัมป์สร้างไว้ เพื่อให้รุ่นยอดนิยมอย่าง Dolphin หรือ Atto 3 สามารถเข้าสู่โชว์รูมในอเมริกาได้ด้วยราคาที่แข่งขันได้จริง ไม่ใช่ราคาที่ถูกบวกภาษีจนกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย

แรงกระเพื่อมทั่วโลก: เมื่อโดมิโนตัวแรกเริ่มล้ม

การเคลื่อนไหวของ BYD ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดท่ามกลางความไม่พอใจของภาคธุรกิจข้ามชาติที่ถูกกดดันจากนโยบายภาษีของทรัมป์มาตลอดปี 2025 โดยปัจจุบันมีบริษัทระดับโลกมากกว่าพันแห่ง รวมถึงค่ายรถยนต์อย่าง Toyota และยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Costco ที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การที่ BYD ซึ่งเป็นตัวแทนจากจีนอย่างชัดเจนก้าวออกมาเป็นแกนนำในการฟ้องร้อง ยิ่งเพิ่มมิติความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ให้เข้มข้นขึ้น และอาจทำให้บริษัทอื่นๆ ที่ยังลังเลตัดสินใจเดินหน้าฟ้องร้องตามมาเป็นขบวน ซึ่งจะสร้างภาระงานมหาศาลให้กับระบบศาลการค้าของสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาจากฝั่งรัฐบาลจีนเองก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้มาตรการของสหรัฐฯ โดยใช้กรณีของ BYD เป็นตัวอย่างในการแสดงให้เห็นถึง “การเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่เป็นธรรม การฟ้องร้องครั้งนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองบนโต๊ะเจรจาระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งไปโดยปริยาย หากศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้ BYD ชนะ จะถือเป็นความปราชัยครั้งใหญ่ของทรัมป์ที่ไม่เพียงแต่จะสูญเสียรายได้ภาษีเข้าคลัง แต่ยังเสียหน้าในฐานะผู้นำที่อ้างว่าสามารถควบคุมความสมดุลทางการค้าได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งความเสี่ยงนี้อาจนำไปสู่การเจรจาลดราวาศอกในระดับรัฐบาลก่อนที่คำตัดสินจะออกมา

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอีวี (EV) ทั่วโลกมีความผันผวนอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่ข่าวการฟ้องร้องแพร่ออกไป หุ้นของ BYD ในตลาดฮ่องกงมีการปรับตัวสูงขึ้นจากการคาดการณ์ว่าบริษัทอาจได้รับเงินคืนจำนวนมาก ในขณะที่หุ้นของค่ายรถยนต์สหรัฐฯ บางแห่งเริ่มมีความกังวลถึงการกลับมาของคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด หากกำแพงภาษีล่มสลายลง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็เริ่มสั่นคลอนจากการที่ราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจมีการปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจของ BYD เพียงบริษัทเดียว กำลังเปลี่ยนแปลงไดนามิกของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ

บรรทัดสุดท้าย: สงครามยุติธรรมที่เดิมพันด้วยความมั่งคั่ง

บทสรุปของมหากาพย์การฟ้องร้องครั้งนี้ยังคงต้องรอคำตัดสินจากศาลฎีกาของสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณาคดีในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานสุดท้ายว่าอำนาจ IEEPA ของประธานาธิบดีมีขอบเขตอยู่ที่ใดกันแน่ หากผลออกมาเป็นบวกต่อ BYD เราจะได้เห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งใหญ่จากการคืนภาษีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กลับสู่บริษัทต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐฯ เองด้วย แต่ถ้าหากผลออกมาเป็นลบ สงครามการค้าก็คงจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น เมื่อจีนอาจออกมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรมและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมเพื่อปกป้องแชมป์โลกด้านรถยนต์ไฟฟ้าของตน

สำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันและทั่วโลก สิ่งที่ต้องจับตามองคือ “ราคา” และ “ทางเลือก” ในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผูกขาดตลาดผ่านกำแพงภาษีอาจช่วยปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า BYD ได้ตัดสินใจแล้วว่าพวกเขาจะไม่ยอมเป็นเบี้ยที่ถูกไล่ต้อนอยู่เพียงฝ่ายเดียว การเลือกใช้ “นิติสงคราม” (Legal Warfare) ในใจกลางประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งคือการแสดงออกถึงความมั่นใจในมาตรฐานสากลและความแข็งแกร่งขององค์กรที่พร้อมจะยืนหยัดในเวทีโลกอย่างเต็มตัว

ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร คดี “BYD vs United States” ในปี 2026 นี้ จะถูกจารึกไว้ในฐานะจุดเริ่มต้นของการท้าทายอำนาจเด็ดขาดของรัฐโดยเอกชนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด มันคือบททดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของระบบกฎหมายการค้าโลก และเป็นเครื่องเตือนใจว่าในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่มีใครสามารถปิดประตูบ้านแล้วกำหนดกฎเกณฑ์เพียงลำพังได้โดยไม่ได้รับผลกระทบกลับคืนมา BYD ได้วางไพ่ใบสำคัญลงบนโต๊ะแล้ว และตอนนี้โลกกำลังรอดูว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินหมากตาต่อไปอย่างไรเพื่อรักษาอำนาจทางการค้าของอเมริกาเอาไว้


#BYD #TrumpTariffs #EVWar2026 #EconomicNews #TheEVcar #TradeWar #BYDvsUSA #TeslaCompetitor #รถยนต์ไฟฟ้า #ข่าวเศรษฐกิจโลก

Share