Yadea เปิด โรงงานฉงชิ่ง ดึงนักลงทุนไทยร่วมทัพ เขย่าตลาด EV สองล้อ

Yadea เปิด โรงงานฉงชิ่ง ดึงนักลงทุนไทยร่วมทัพ เขย่าตลาด EV สองล้อ

กระแสยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อยักษ์ใหญ่ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดสองล้อไฟฟ้าโลกอย่าง Yadea (ยาเดีย) เริ่มขยับทัพครั้งใหญ่เพื่อปักหมุดความสำเร็จในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยล่าสุดได้มีการเปิดบ้านต้อนรับคณะนักลงทุนและผู้ประกอบการจากประเทศไทย เพื่อเข้าชม “Yadea Group ChongQing Smart Manufacturing Base” ณ นครฉงชิ่ง ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะและศูนย์วิจัยที่เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันยาวนานถึง 9 ปีซ้อน และความพร้อมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเดินทางแห่งอนาคตในไทย

การนำคณะนักลงทุนไทยบุกอาณาจักร Yadea ที่ โรงงานฉงชิ่ง ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเยี่ยมชมโรงงานตามปกติ แต่เป็นการแสดงแสนยานุภาพของหนึ่งในโรงงานที่ทันสมัยที่สุดในโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรชาวไทยที่จะร่วมกันสร้างเครือข่าย Mobility ที่ยั่งยืน โดย Yadea มุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมระดับโลกให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อนำไปต่อยอดและปรับใช้กับตลาดในประเทศที่กำลังมีความต้องการรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับจุดเด่นของฐานการผลิตที่ฉงชิ่งนี้ คือการเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาแบบครบวงจรที่รวมเอาเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแล้ว ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของ Yadea จึงเปรียบเสมือนการประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำที่ไม่หยุดนิ่ง และพร้อมที่จะนำพาดีลเลอร์ไทยก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับสากลร่วมกันอย่างมั่นคง


เจาะลึกฐานการผลิตอัจฉริยะกับมาตรฐานการทดสอบที่เหนือกว่าเพื่อคนไทย

โรงงานอัจฉริยะของ Yadea ณ นครฉงชิ่งแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นขุมพลังการผลิตขนาดมหึมาที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 3 ล้านคันต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถในการรองรับความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมหาศาล คณะนักลงทุนไทยได้มีโอกาสเห็นกระบวนการผลิตที่ควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นรูปโครงสร้างไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนที่มีความละเอียดสูง ซึ่งช่วยรับประกันได้ว่ารถทุกคันที่ออกจากโรงงานแห่งนี้จะมีคุณภาพสม่ำเสมอตามมาตรฐานสากล

สิ่งที่สร้างความประทับใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการไทยมากที่สุด คือกระบวนการทดสอบที่เข้มงวดซึ่งถูกออกแบบมาให้เหนือกว่ามาตรฐานสากลทั่วไป โดยเฉพาะการทดสอบการขึ้นเนินสูงในระดับ 16 องศา ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการใช้งานในภูมิประเทศของประเทศไทยที่มีทั้งทางลาดชันและสภาพถนนที่หลากหลาย การที่ Yadea ให้ความสำคัญกับการทดสอบจำลองสถานการณ์จริงเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของคนไทยอย่างแท้จริง

นอกจากสมรรถนะด้านโครงสร้างแล้ว เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างระบบ TTFAR ซึ่งรวมถึงมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่ Yadea พัฒนาขึ้นเอง ยังเป็นสิ่งที่ถูกพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมในการทดสอบครั้งนี้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ตัวรถมีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ “ปีนได้สูง วิ่งได้ไว และไปได้ไกล” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดเดิม ๆ ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอดีต และทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Yadea มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในท้องตลาดอย่างเห็นได้ชัด


เสริมทัพนวัตกรรมสองล้อไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อสู้แดดสู้ฝนในเมืองไทย

ในส่วนของกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย Yadea ได้เดินหน้าเชิงรุกอย่างเต็มกำลังด้วยการส่งรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ผ่านการรับรองและจดทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่ตลาดแล้วถึง 5 รุ่น ซึ่งครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้งานตั้งแต่การใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ และที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นคือการเตรียมพร้อมที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 3 รุ่นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเสริมทัพไลน์อัพผลิตภัณฑ์ให้มีความแข็งแกร่งและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ความโดดเด่นที่ทำให้รถของ Yadea แตกต่างจากแบรนด์อื่นคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้โจทย์ของสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมในเมืองไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตร้อนที่มีทั้งแสงแดดจัดและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง รถทุกรุ่นจึงได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติในการกันน้ำและทนทานต่อสภาพความร้อนสูง เพื่อให้ผู้ใช้งานชาวไทยมั่นใจได้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์สภาพอากาศแบบใดก็ตาม

การมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความทนทานนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งมักจะมีความกังวลเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าเมื่อต้องลุยฝนหรือจอดกลางแดด การที่ Yadea ตอกย้ำถึงความพร้อมในด้านนี้จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน และเป็นการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังมีนวัตกรรมภายในที่พร้อมรองรับทุกการใช้งานจริงในทุกสภาพแวดล้อมทั่วประเทศไทย


พลิกกลยุทธ์ 1+4+N และฐานผลิตในไทยเพื่อครองความเป็นผู้นำระดับโลก

Yadea ได้เผยถึงกลยุทธ์สำคัญที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จในการส่งออกไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก นั่นคือยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “1+4+N” ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยเลข “1” หมายถึงการรวมศูนย์การวิจัยและพัฒนาระดับโลก (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เป็นต้นแบบให้กับผลิตภัณฑ์ทั่วมุมโลก ส่วนเลข “4” คือเสาหลักที่แข็งแกร่งซึ่งประกอบด้วย สินค้าที่มีคุณภาพ ช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุม แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ

สำหรับตัวอักษร “N” ในยุทธศาสตร์นี้ หมายถึงการขยายตัวผ่านเครือข่ายฐานการผลิตและศูนย์บริการทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญก็คือโรงงาน Yadea Thailand ที่ตั้งอยู่ในโครงการ Free Trade Zone จังหวัดสมุทรปราการ การมีฐานการผลิตในไทยไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนด้วย Economy of Scale เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง

การลงทุนอย่างต่อเนื่องด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลัก โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา Yadea ได้ทุ่มงบประมาณด้าน R&D สูงถึง 4,500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงฟีเจอร์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น การลงทุนมหาศาลนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่จะสร้างความแตกต่างและรักษาสถานะความเป็นผู้นำในตลาดโลกไว้อย่างเหนียวแน่น


สร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และการทำธุรกิจแบบ Smart Retail ที่ยั่งยืน

ความสำเร็จในระยะยาวของ Yadea ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวรถหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยคณะนักลงทุนไทยได้มีโอกาสเยี่ยมชม Chongqing Modern Vocational & Technical College ซึ่งเป็นสถาบันเฉพาะทางที่ Yadea ร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรสายเทคนิคเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีช่างเทคนิคที่มีความรู้ความชำนาญคอยดูแลผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสูงสุด

นอกจากการพัฒนาด้านช่างเทคนิคแล้ว Yadea ยังมี Lean Training Center ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการและการบริการหลังการขายตามมาตรฐานระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าพันธมิตรทางธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งระบบนิเวศการเรียนรู้นี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุก ๆ ประเทศที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

ในส่วนของการบริหารจัดการหน้าร้าน Yadea ได้นำเสนอรูปแบบ Smart Retail ผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต้นแบบ เพื่อให้นักลงทุนไทยได้ศึกษาและนำโมเดลความสำเร็จนี้มาปรับใช้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากร้านขายรถแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นศูนย์บริการที่ครบวงจรและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ การเยี่ยมชมครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเป้าหมายของ Yadea คือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการพัฒนาคนไปพร้อม ๆ กัน


โอกาสทองของนักลงทุนไทยร่วมเติบโตไปกับอาณาจักรสองล้อไฟฟ้าเบอร์ 1

จากการเยี่ยมชม โรงงานฉงชิ่ง และการแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ คุณหยาง เสี่ยวเฟย ผู้บริหารระดับสูงของ Yadea Thailand ได้เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักของบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การขายผลิตภัณฑ์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนชาวไทยว่าการร่วมธุรกิจกับ Yadea คือการก้าวเข้าสู่ “โอกาสทอง” ของยุคยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยระบบสนับสนุนที่ครบวงจรจากแบรนด์ระดับโลกที่มีความพร้อมทั้งในด้านงบประมาณ R&D และฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง

ปัจจุบัน Yadea กำลังเปิดรับตัวแทนจำหน่ายในระดับภูมิภาค รวมถึงร้านค้ารูปแบบผสมทั่วประเทศ เพื่อขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยบริษัทพร้อมมอบระบบสนับสนุนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านตัวสินค้าที่มีเทคโนโลยีล่าสุด การสนับสนุนด้านการตลาดที่เข้มข้น และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้พันธมิตรทางธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้อย่างมั่นคงในตลาดอีวีที่กำลังขยายตัว

#Yadea #YadeaThailand #มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า #EVBike #SmartManufacturing #ยานยนต์ไฟฟ้า #นวัตกรรม #TTFAR #ฉงชิ่ง #TheEVcar #ลงทุนรถไฟฟ้า

Share