การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อมาตรการอุดหนุนเม็ดเงินภาษีประชาชนเพื่อเร่งยอดขายรถยนต์พลังงานสะอาดในระยะแรก เริ่มเผชิญหน้ากับบททดสอบด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เมื่อมีค่ายรถยนต์บางรายไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการตั้งฐานการผลิตเพื่อชดเชยยอดนำเข้าได้ทันตามกรอบเวลา ส่งผลให้ภาครัฐต้องงัดดาบอาญาสิทธิ์ทางปกครองออกมาลุยเช็กบิลอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่เงินอุดหนุนทุกโครงการของรัฐบาลนับจากนี้ไป
จุดเปลี่ยนเงินอุดหนุนอีวีเมื่อเอกชนเบี้ยวสัญญาผลิตชดเชย
ก้าวย่างสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ทางนโยบายและข้อกฎหมาย เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณาข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 745/2569 เกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับ ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งดำเนินการโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าบางรายที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนเงินอุดหนุน ไม่สามารถเดินหน้าสายพานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อชดเชยยอดการนำเข้าสำเร็จรูปได้ตามสัดส่วนและเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ซึ่งตามเกณฑ์เดิมกำหนดเส้นตายสิ้นสุดไว้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กรมสรรพสามิตต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อดำเนินการเรียกคืนเงินภาษีของประชาชนที่จ่ายชดเชยไปแล้วก่อนหน้านี้ พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับในอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน
มติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นการวางกรอบนิติสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนในการจัดสรรเงินอุดหนุนทุกประเภท โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ส่วนราชการทั่วประเทศปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการทำสัญญาทางแพ่ง ไปสู่การออกคำสั่งทางปกครองที่ภาครัฐสามารถใช้อำนาจบังคับคดีได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาดโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟ้องร้องคดีทางแพ่งที่ยืดเยื้อ
รัฐบาลจับมือเอกชนขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าสู่วิกฤตผิดเงื่อนไข
ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น โครงการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อมาตรการอีวี เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นำโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ และผู้ประกอบการยานยนต์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 มอบหมายให้กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานหลักในการออกทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อดึงดูดผู้ผลิตทั่วโลก
ในมิติของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี กรมสรรพสามิตได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินจ่ายเป็นเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ารถยนต์ เพื่อนำไปลดราคาขายปลีกแนะนำให้แก่ผู้บริโภค โดยรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารขนาดไม่เกิน 10 ที่นั่ง ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง จะได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาทต่อคัน ส่วนรุ่นที่มีแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ได้รับเงินอุดหนุนสูงถึง 150,000 บาทต่อคัน ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับเงินอุดหนุน 18,000 บาทต่อคัน ซึ่งความร่วมมือในการลดราคานี้ได้สร้างแรงกระตุ้นยอดขายในตลาดในประเทศอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ดี เหรียญอีกด้านของความร่วมมือในการรับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือข้อผูกพันทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า โดยกำหนดอัตราส่วน 1 ต่อ 1 สำหรับยอดนำเข้าระหว่างปี 2565 ถึง 2566 และต้องผลิตให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2567 แต่หากขอขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะต้องเพิ่มอัตราส่วนการผลิตชดเชยเป็น 1 ต่อ 1.5 เท่า เมื่อเส้นตายสิ้นปี 2568 ล่วงเลยผ่านไปและพบว่ามีผู้ประกอบการละเลยไม่ปฏิบัติตามคำมั่น กรมสรรพสามิตจึงต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเรียกเงินคืนในทันที
ดาบสองคมทางกฎหมายเชือดดอกเบี้ยทบค่าปรับสรรพสามิต
ผลกระทบทางการเงินที่ผู้ประกอบการผิดเงื่อนไขต้องเผชิญถือเป็นมูลค่ามหาศาล เนื่องจากข้อ 16 แห่งประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ได้กำหนดกลไกความรับผิดไว้อย่างเข้มงวด โดยกรมสรรพสามิตมีอำนาจเรียกคืนเงินอุดหนุนที่จ่ายไปแล้วเป็นรายคันตามสัดส่วนที่ผลิตชดเชยไม่ได้ พร้อมคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแบบไม่ทบต้น ตลอดจนบังคับยึดเงินประกันจากหนังสือค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ที่เอกชนวางไว้เต็มจำนวน
นอกจากเงินอุดหนุนและดอกเบี้ยแล้ว ผู้ประกอบการและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันรับผิดชอบในส่วนของค่าปรับ ซึ่งถูกคำนวณในอัตราเท่ากับภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตที่เคยได้รับการลดหย่อนหรือชำระขาดไปในขั้นตอนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปทั้งคัน การที่เอกชนไม่ผลิตชดเชยส่งผลให้การเสียภาษีนำเข้าที่ผ่านมาถือเป็นการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังและเรียกเก็บในรูปแบบของบทลงโทษค่าปรับรายคันในทันที
การเรียกคืนเงินอุดหนุนพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับภาษีสรรพสามิตเต็มอัตรานี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและงบการเงินของผู้ประกอบการยานยนต์รายนั้นๆ อย่างรุนแรง หากยังเป็นสัญญาณเตือนไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์ข้ามชาติว่า สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ได้รับจากนโยบายรัฐบาลไทยมาพร้อมกับพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิอาจใช้ช่องว่างทางการตลาดแสวงหาผลประโยชน์จากการนำเข้าเพียงอย่างเดียวได้
กฤษฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจปกครองสั่งยึดทรัพย์โดยไม่ต้องฟ้องศาล
ความคลุมเครือว่านิติสัมพันธ์ระหว่างกรมสรรพสามิตกับค่ายรถยนต์เป็นสัญญาทางแพ่งหรือคำสั่งทางปกครอง ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจนโดยคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้พิจารณาข้อหารือและชี้ขาดว่า การที่อธิบดีกรมสรรพสามิตอนุมัติให้เอกชนได้รับสิทธิและเงินอุดหนุนตามมาตรการ ถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีและประกาศกระทรวง จึงมีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ประโยชน์แก่เอกชน มิใช่นิติสัมพันธ์ที่เกิดจากความตกลงแห่งสัญญาทางแพ่ง
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ระบุข้อวินิจฉัยสำคัญในบันทึกเรื่องเสร็จที่ 745/2569 ไว้อย่างชัดเจนว่า “การทำข้อตกลงการรับสิทธิและเงื่อนไขการผลิตชดเชย มีลักษณะทางกฎหมายเป็นเพียงคำรับรองของเอกชนว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของคำสั่งทางปกครอง โดยที่กรมสรรพสามิตไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทน จึงมิใช่สัญญาผูกพันระหว่างสองฝ่าย และการกำหนดเงื่อนไขการผลิตชดเชยถือเป็นข้อสงวนสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 39 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539”
จากสถานะทางกฎหมายที่เป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ประกอบการฝ่าฝืนเงื่อนไข กรมสรรพสามิตจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งอนุมัติเงินอุดหนุนตามมาตรา 49 ประกอบมาตรา 53 วรรคสอง และมีหนังสือแจ้งเตือนให้เอกชนคืนเงินภายในเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน หากเอกชนเพิกเฉย กรมสรรพสามิตสามารถบังคับทางปกครองได้เองตามมาตรา 63/2 และมาตรา 63/7 โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินและหนังสือค้ำประกันธนาคารได้ทันที โดยไม่ต้องนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมให้เสียเวลาหลายปี
รื้อระบบเงินอุดหนุนรัฐยกเลิกคำว่าสัญญาเปลี่ยนเป็นคำรับรอง
จากบทเรียนความยุ่งยากในคดีรถยนต์ไฟฟ้า คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจึงได้เสนอข้อสังเกตเชิงระบบไปยังคณะรัฐมนตรี และนำมาสู่มติเห็นชอบแนวทางปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือภาคเอกชนตามโครงการของรัฐทั้งหมด โดยสั่งการให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งปรับเปลี่ยนรูปแบบเอกสารจากการทำข้อตกลงร่วมกันสองฝ่าย มาเป็นการให้ผู้ขอรับเงินอุดหนุนลงนามในคำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยส่วนราชการไม่ต้องร่วมลงนามด้วย
คณะรัฐมนตรียังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยุติการใช้คำว่า “ข้อตกลง” หรือคำที่ส่อไปในทางนิติสัมพันธ์แบบสัญญา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือถูกยกขึ้นมาต่อสู้ในชั้นศาลว่าเป็นสัญญาทางแพ่ง โดยให้เปลี่ยนไปใช้ถ้อยคำที่ระบุชัดเจน เช่น “คำรับรอง” หรือ “คำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุน” ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับการแก้ไขกฎหมายมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568
การปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติราชการในระดับโครงสร้างครั้งนี้ จะตัดวงจรการฟ้องร้องที่ซับซ้อนในอดีต และทำให้เงินงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรไปช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี เกษตรกรรม หรือพลังงาน มีกลไกการกำกับดูแลที่เฉียบขาด โดยหน่วยงานของรัฐสามารถตัดสิทธิ เรียกคืนเงิน และบังคับคดีแก่ผู้ที่ละเมิดเงื่อนไขได้ทันทีที่มีการผิดคำรับรองฝ่ายเดียว
ภาพสะท้อนอนาคตอุตสาหกรรมอีวีไทยกับการคัดกรองผู้เล่นตัวจริง
มติคณะรัฐมนตรีและการเชือดไก่ให้ลิงดูผ่านการเรียกคืนเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงไปยังภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ค่ายรถยนต์ที่เข้ามาทำตลาดจะต้องตระหนักอย่างยิ่งยวดว่า ยุคทองของการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาชิงส่วนแบ่งตลาดพร้อมกอบโกยเงินอุดหนุนภาษีโดยปราศจากแผนการลงทุนในประเทศที่แท้จริงได้สิ้นสุดลงแล้ว
สำหรับผู้ประกอบการรายที่มีความจริงใจในการสร้างฐานการผลิตและลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศไทย การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดนี้ถือเป็นผลดีอย่างยิ่ง เพราะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ไม่ปล่อยให้ค่ายรถยนต์ที่หวังเพียงกอบโกยยอดขายระยะสั้นมาชิงความได้เปรียบด้านราคา และยังเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงความเด็ดขาดของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ที่ปฏิบัติตามกติกาอย่างแท้จริง
ในท้ายที่สุด บทเรียนจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้านี้ จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจไทย ที่สะท้อนว่าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาลและการรักษาวินัยการเงินการคลัง การแจกเงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นตลาดไม่ใช่การให้เปล่า แต่เป็นพันธสัญญาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างจริงใจ
#มาตรการยานยนต์ไฟฟ้า, #เงินอุดหนุนอีวี, #กรมสรรพสามิต, #กฤษฎีกา, #รถยนต์ไฟฟ้า, #คำสั่งทางปกครอง, #เศรษฐกิจไทย, #นโยบายรัฐบาล