เผยแผนเดือด Omoda & Jaecoo แก้ปม อะไหล่ช้า ให้จบใน 2 เดือน

เผยแผนเดือด Omoda & Jaecoo แก้ปม อะไหล่ช้า ให้จบใน 2 เดือน

Omoda & Jaecoo Thailand กางแผนรุกหนักปี 2026 เร่งแก้ปัญหารออะไหล่นานให้จบใน 2 เดือน พร้อมเปิดโรงงานระยองกำลังผลิต 8 หมื่นคันต่อปี


เร่งสปีดงานบริการหลังการขาย แก้โจทย์ใหญ่ “รออะไหล่นาน” ให้จบใน 60 วัน

สถานการณ์ด้านบริการหลังการขายของแบรนด์ Omoda และ Jaecoo ในประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากที่ลูกค้าบางส่วนต้องเผชิญกับปัญหาการรอคอยอะไหล่ที่ยาวนานกว่าหนึ่งเดือน ทางผู้บริหารได้ออกมา ยอมรับถึงข้อผิดพลาดในการคาดการณ์ยอดขายที่สูงเกินคาด ทำให้การเตรียมพร้อมด้านอะไหล่รองรับไม่ทันท่วงที โดยในขณะนี้ทางบริษัทได้วางโรดแมปเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาระบบโลจิสติกส์และการสั่งจ่ายอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยให้เหลือเพียง 1 ถึง 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้รถชาวไทยที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์สำคัญในการกู้สถานการณ์คือการปรับปรุงระบบสั่งซื้ออะไหล่โดยตรงจากประเทศจีนให้มีความถี่และปริมาณที่มากขึ้น ควบคู่ไปกับการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ด้านการขนส่งทั้งขาเข้าและขาออก โดยมีการปรับสัญญาว่าจ้างเพื่อเพิ่มจำนวนบุคลากรและทีมงานผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาดูแลการกระจายอะไหล่โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังต้องเร่งดำเนินการในเรื่องของการขอใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ (TC Certificate) จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วตามกฎระเบียบที่เข้มงวดของประเทศไทย

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นคอขวดในปัจจุบันคือพื้นที่จัดเก็บอะไหล่ที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับรถยนต์ทั้ง 3 แบรนด์ในเครือ ส่งผลให้การจัดเรียงและการคัดแยกชิ้นส่วนทำได้ยากลำบากและล่าช้า แผนการขยายคลังสินค้า (Warehouse) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจึงถูกบรรจุไว้ในแผนการดำเนินงานทันที เพื่อรองรับสต็อกอะไหล่ที่จะเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งเป้าการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Localization) ไว้สูงถึง 45% เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและช่วยให้การซ่อมแซมกรณีเกิดอุบัติเหตุทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้


เจาะลึกฐานผลิตระยอง 104 ไร่ กับเป้าหมาย 8 หมื่นคันและการมาของเทคโนโลยีหุ่นยนต์

ความเชื่อมั่นในระยะยาวของ Omoda & Jaecoo ถูกตอกย้ำด้วยการลงทุนสร้างโรงงานผลิตบนพื้นที่กว่า 104 ไร่ ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 80,000 คันต่อปี โดยในระยะแรกของการดำเนินงานจะเน้นไปที่การประกอบรถยนต์ตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด และมีแผนที่จะใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านการขยายเฟสการผลิตในอนาคต แม้ในขณะนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเดินเครื่องจักรและยังไม่ได้ใช้กำลังการผลิตเต็มสูบ แต่โรงงานแห่งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศอย่างเต็มตัว

นอกเหนือจากการผลิตรถยนต์แล้ว แบรนด์ยังมีวิสัยทัศน์ที่จะนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “หุ่นยนต์” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางธุรกิจในประเทศไทย ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ (BOI) ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตหุ่นยนต์ในท้องถิ่น ซึ่งมีการยืนยันแผนการที่จะนำหุ่นยนต์เจเนอเรชันที่สองมาเปิดตัวและเริ่มดำเนินการในอนาคต สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าโรงงานที่ระยองจะไม่ใช่แค่สถานที่ประกอบรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นฐานนวัตกรรมที่รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความแตกต่างในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ในส่วนของการบริหารจัดการโรงงาน ทางผู้บริหารยังคงพิจารณาเรื่องการขยายเฟสที่สองตามความเหมาะสมของความต้องการในตลาดและกำลังการผลิตจริง แม้จะยังไม่สามารถระบุวันที่แน่ชัดสำหรับการเริ่มเฟสถัดไปได้ในตอนนี้ แต่การจัดสรรพื้นที่ 104 ไร่นั้นถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อการเติบโตในระยะยาว โรงงานแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการทดสอบและพัฒนาชิ้นส่วนต่าง ๆ ร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการใช้วัตถุดิบในไทยตามที่วางไว้ พร้อมกับรองรับการมาถึงของรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่มีกำหนดการเปิดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า


ไขข้อสงสัย Omoda C5 สเปกไทยทำไมลดขนาดแบตเตอรี่ พร้อมทัพรถใหม่ Jaecoo

ประเด็นที่สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่กำลังติดตามOmoda C5 รุ่นประกอบในไทย คือการปรับลดขนาดความจุของแบตเตอรี่ลง ซึ่งทางทีมผลิตภัณฑ์ได้ให้เหตุผลว่าเป็นการปรับเปลี่ยนตามกลยุทธ์ “City Life” ที่เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่าระยะทางวิ่งประมาณ 300 ถึง 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้หลายวัน การปรับลดขนาดแบตเตอรี่ลงยังช่วยในเรื่องของการจัดการน้ำหนักรถและเน้นภาพลักษณ์ความเป็นแฟชั่นไอเทมที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่แบรนด์พยายามสื่อสารมาโดยตลอด

สำหรับการจัดหาแบตเตอรี่ในปัจจุบันยังคงเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยทางบริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อแบรนด์ผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ แต่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ในการพิจารณาหาแหล่งผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศไทยในอนาคต เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้อะไหล่ในประเทศและลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ รถยนต์รุ่นประกอบไทยยังคงได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่คุ้มค่าภายใต้สถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย โดยยังคงฟีเจอร์ความปลอดภัยและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครันตามมาตรฐานสากล

ทางด้านแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แฟน ๆ ชาวไทยเตรียมพบกับความตื่นเต้นจากแบรนด์ Jaecoo ที่เตรียมส่งรุ่น J5 และ J6 เข้าสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้ รวมถึงการขยายไลน์อัปของรุ่น J7 และ J8 ที่มีการอัปเกรดเทคโนโลยีให้น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Jaecoo J7 ที่มีกำหนดการส่งมอบในช่วงกลางปี 2026 นี้ ซึ่งทางแบรนด์มั่นใจว่าการมีรุ่นรถที่หลากหลายครอบคลุมตั้งแต่ City SUV ไปจนถึงรถยนต์ออฟโรดอัจฉริยะ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอในประเทศไทย และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแน่นอน


การแสดงความรับผิดชอบจากสำนักงานใหญ่ และสิทธิ์พิเศษด้านการรับประกันแบตเตอรี่

จากเหตุการณ์ความล่าช้าและการเลื่อนกำหนดการสำคัญที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปรับเปลี่ยนวาระการดำเนินงานจากทางสำนักงานใหญ่ (HQ) ในต่างประเทศ ทางทีมงาน Omoda & Jaecoo ประเทศไทยได้แสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจด้วยการประสานงานกับภาครัฐและสื่อมวลชนเพื่อขออภัยต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น การเดินทางเข้าไปพบหน่วยงานรัฐและสื่อหลักถือเป็นการยืนยันว่าบริษัทให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยอย่างสูงสุด และพร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการสื่อสารระหว่างสำนักงานใหญ่และทีมงานในพื้นที่ให้มีความกระชับและแม่นยำมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

ในส่วนของโครงการลงทะเบียนเพื่อรับการตรวจสอบและประกันแบตเตอรี่ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าเดิม แม้ทางบริษัทจะยังไม่สามารถระบุตัวเลขเปอร์เซ็นต์ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนในขณะนี้ แต่ยืนยันว่าลูกค้าทุกคนที่ลงทะเบียนเข้ามาจะมีสิทธิ์ได้รับการตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานหรือเลขไมล์ตามเกณฑ์ จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อสร้างความมั่นใจในความทนทานและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า

เพื่อเป็นการขยายความเชื่อมั่นให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทางผู้บริหารกำลังอยู่ในขั้นตอนการประชุมเพื่อพิจารณาขยายกรอบเวลาหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกคนจะได้รับการบริการอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด การมุ่งเน้นไปที่การบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดนี้เอง คือหัวใจสำคัญที่ Omoda & Jaecoo ใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ตนเองในฐานะแบรนด์รถยนต์คุณภาพที่พร้อมเติบโตไปกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

#OmodaThailand, #JaecooThailand, #EVCar, #AfterSalesService, #รถยนต์ไฟฟ้า, #โรงงานระยอง, #OmodaC5, #JaecooJ7, #แบตเตอรี่รถไฟฟ้า, #ข่าวรถยนต์

Share