ยอดขาย EV มกราคม ’69 พุ่งกระฉูด ดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยผงาด

ยอดขาย EV มกราคม ’69 พุ่งกระฉูด ดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยผงาด

สัญญาณบวกของเศรษฐกิจไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคักตั้งแต่ต้นปี 2569 เมื่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติที่น่าจับตามองในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคการผลิตไทย โดยภาพรวมในเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น ตัวเลขการผลิตและยอดขายได้สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่ต้องเผชิญกับสภาวะชะลอตัวและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกมาเป็นเวลานาน การกลับมาเติบโตในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่ยังแสดงถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมจากยานยนต์สันดาปภายในไปสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

ความสำเร็จของยอดขาย EV ที่เกิดขึ้นในเดือนแรกของปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงรักษาสถานะความเป็น “ฮับ” การผลิตรถยนต์ของภูมิภาคเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีตัวเลขการผลิตรวมพุ่งสูงถึง 118,386 คัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากความพร้อมของสายการผลิตในหลายค่ายรถยนต์ที่เริ่มเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อรองรับความต้องการที่อั้นมาจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรในห่วงโซ่อุปทานที่มีความคล่องตัวมากขึ้น ทำให้สามารถบริหารจัดการยอดคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

ในขณะที่ภาคการผลิตเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทางด้านตลาดในประเทศก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยยอดขายรวมที่ทะยานไปถึง 73,936 คัน เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 53.77 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง ผสมผสานกับแคมเปญกระตุ้นยอดขายจากค่ายรถยนต์ต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือการได้รับแรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ยังคงความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์คันใหม่ได้ง่ายขึ้นในจังหวะเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางที่สดใส


เจาะลึกหัวใจแห่งความสำเร็จ: อานิสงส์ EV 3.0 และ 3.5 ที่เปลี่ยนเกมยานยนต์ไทย

ปัจจัยหลักที่เป็นดั่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายรถยนต์ในเดือนมกราคม 2569 คือการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเร่งส่งมอบรถในโครงการ EV 3.0 และ EV 3.5 ของรัฐบาล ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังเป็นการสร้างนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย การที่ผู้ผลิตรถยนต์สามารถบริหารจัดการการส่งมอบได้ตามเป้าหมายหลังจากที่ติดขัดเรื่องการขนส่งและชิ้นส่วนในช่วงก่อนหน้า ทำให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในเดือนแรกของปีทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายเซกเมนต์

โครงการEV 3.0 และ 3.5 ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาวว่าการเปลี่ยนผ่านมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องที่เสี่ยงอีกต่อไป เนื่องจากนโยบายดังกล่าวบังคับให้บริษัทที่เข้าร่วมต้องมีการผลิตชดเชยภายในประเทศ ซึ่งหมายถึงความมั่นคงด้านอะไหล่และการบริการหลังการขายที่จะเกิดขึ้นในไทยอย่างถาวร แรงจูงใจจากส่วนลดที่ตรงไปตรงมาบวกกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูง กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของคนเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าต่อยอดขายรวมขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงของค่ายรถยนต์ทั้งหน้าใหม่จากจีนและแบรนด์ดั้งเดิมที่เริ่มหันมาลุยตลาดไฟฟ้าอย่างจริงจัง ได้ก่อให้เกิดสงครามราคาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้เกิดการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เคยลังเลให้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น การที่ยอดขายในประเทศโตขึ้นกว่าร้อยละ 53.77 จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามาตรการEV ของไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค และกำลังนำพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างสง่างาม


ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ: เมื่อยอดผลิตพุ่งดัชนีอุตสาหกรรมไทยก็พร้อมทะยาน

การขยายตัวของการผลิตรถยนต์รวม 118,386 คันในเดือนแรกของปี 2569 ส่งผลกระทบเชิงบวกเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Tier 1, Tier 2) ไปจนถึงอุตสาหกรรมเหล็ก พลาสติก และอิเล็กทรอนิกส์ การที่โรงงานประกอบรถยนต์สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้กว่าร้อยละ 10 หมายถึงการจ้างงานที่มั่นคงขึ้นและการทำงานล่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นสำหรับแรงงานในภาคส่วนนี้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นการบริโภคภายในครัวเรือนในพื้นที่ฐานการผลิตหลักอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นมีความคล่องตัวมากขึ้น

ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับดุลการค้าของประเทศ เนื่องจากรถยนต์ส่วนหนึ่งที่ผลิตได้ถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก การที่ไทยสามารถผลิตและส่งออกรถยนต์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งรถกระบะสันดาปที่เป็นจุดแข็งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นโอกาสใหม่ ทำให้ตลาดส่งออกของไทยมีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว ภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติจึงได้รับการยกระดับให้เป็นฐานการผลิตระดับโลกที่พร้อมปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ได้ทันที

นอกจากนี้ ความสำเร็จในเดือนมกราคมยังเป็นสัญญาณชี้นำที่สำคัญต่อนักลงทุนและสถาบันการเงิน โดยแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาได้แล้ว ความเชื่อมั่นนี้จะส่งผลให้การพิจารณาสินเชื่อรถยนต์มีความผ่อนปรนมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดซบเซา ซึ่งจะกลายเป็นแรงบวกเสริมให้ยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง การขยับตัวของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขายรถได้มากขึ้น แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตของ GDP ในปี 2569 ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะสดใสกว่าปีที่ผ่านมา


แนวโน้มและโอกาส: ทิศทางตลาดรถยนต์ไทยภายใต้แรงกดดันและการเปลี่ยนแปลง

แม้ตัวเลขในเดือนมกราคมจะเป็นที่น่าพอใจ แต่การก้าวไปข้างหน้าตลอดทั้งปี 2569 ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ต้องเร่งขยายให้ทันตามยอดขายรถยนต์ที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความพร้อมของบุคลากรในด้านเทคนิคการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ หากภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันบริหารจัดการระบบนิเวศนี้ให้มีความเสถียรได้ เชื่อมั่นว่ายอดการผลิตและยอดขายในเดือนต่อๆ ไปจะยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ดี และอาจนำไปสู่การปรับเป้าหมายการผลิตรวมของทั้งปีให้สูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปี

การที่ผู้ผลิตรายใหญ่จากหลายประเทศเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อการส่งออก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ยอดผลิตรวมของไทยยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดโลก เราจะเห็นการนำเทคโนโลยี AI และการผลิตแบบ Automation เข้ามาใช้ในโรงงานมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งการปรับตัวเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาฐานการผลิตเดิมเอาไว้ได้ แต่ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญระดับสูงให้เข้ามาสู่ประเทศไทยมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

สรุปแล้ว ยอดผลิตและยอดขายรถยนต์ในเดือนมกราคม 2569 ที่พุ่งทะยานนี้ คือเครื่องสะท้อนความสำเร็จของยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เป็นรูปธรรมที่สุด การได้รับอานิสงส์จากEV 3.0 และ 3.5 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคทองรอบใหม่ที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปอย่างมั่นคง หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนยังคงเข้มแข็งเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเท่านั้น แต่จะเป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์สะอาดที่ทั่วโลกต้องจับตามองตลอดปี 2569 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน

#ยอดขายรถยนต์69 #อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย #รถยนต์ไฟฟ้า #EV3 #สภาอุตสาหกรรม #เศรษฐกิจไทย #TheEVcar #ยอดผลิตรถยนต์ #ยานยนต์ไฟฟ้า

Share