กระบะ! RIDDARA ตั้งเป้า 5,000 คัน รุกตลาดฟลีต ภาครัฐและเอกชน

กระบะ! RIDDARA ตั้งเป้า 5,000 คัน รุกตลาดฟลีต ภาครัฐและเอกชน

สมรภูมิตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Geely Group ได้ตัดสินใจส่งแบรนด์ลูกอย่าง RIDDARA (ริดดารา) เข้ามาท้าชิงส่วนแบ่งการตลาดในเซกเมนต์ “รถกระบะไฟฟ้า” ซึ่งถือเป็น Product Champion ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน การประกาศแผนขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 ด้วยเป้ายอดขายที่สูงถึง 5,000 คัน ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเป้าหมายในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่คือการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าตลาดรถกระบะสันดาปเดิมว่า ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงหน้าประตูบ้านของคนไทยอย่างเป็นทางการแล้ว

กุญแจสำคัญที่ทำให้ RIDDARA กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากในแวดวงเศรษฐกิจ คือการวางกลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้าฟลีต (Fleet) ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน โดยวางสัดส่วนไว้สูงถึง 30% ของยอดขายทั้งหมด กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังมุ่งสู่ทิศทาง ESG และการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาคขนส่ง ซึ่งการปรับเปลี่ยนรถใช้งานในองค์กรให้เป็นระบบไฟฟ้า ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ยังเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน

การขยับตัวของ Geely Group ผ่านแบรนด์ RIDDARA ในครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยคือยุทธศาสตร์หลักของภูมิภาคอาเซียนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยพื้นฐานห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและความพร้อมของผู้บริโภคที่เปิดรับนวัตกรรมใหม่ได้รวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในโลก การตั้งเป้า 5,000 คันในปี 2569 จึงถือเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ และจะเป็นบททดสอบสำคัญว่ากระบะไฟฟ้าจะสามารถเข้ามาแทนที่กระบะดีเซลที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเชี่ยวกรากนี้


ยุทธศาสตร์ Geely บุกไทย: RIDDARA กับเป้าหมาย 5,000 คัน

การเดินหน้าบุกตลาดไทยของ ริดดารา ภายใต้ร่มเงาของ Geely Holding Group ถือเป็นการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2569 ริดดารา มั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 คัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงสำหรับรถกระบะไฟฟ้าที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างความรับรู้ การตั้งเป้านี้ไม่ได้มาจากการคาดการณ์ลอยๆ แต่เป็นการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้รถกระบะในไทยที่เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และต้องการสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลกว่ารถกระบะแบบเดิม

หัวใจหลักของความสำเร็จที่ ริดดารา วางไว้ คือการนำเสนอรถกระบะที่ไม่ได้มีดีแค่การเป็นรถไฟฟ้า แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการเป็นไลฟ์สไตล์ปิกอัพสำหรับการท่องเที่ยว และการเป็นรถที่ใช้งานหนักในเชิงพาณิชย์ได้จริง ด้วยการสนับสนุนจาก Geely ทำให้ ริดดารา มีความพร้อมด้านการผลิตและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทันสมัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดใจผู้บริโภคที่ยังกังวลเรื่องระยะทางวิ่งและความทนทานของตัวรถ การประกาศตัวเลข 5,000 คันจึงเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดให้คู่แข่งรายอื่นต้องหันกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่อย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายผู้จำหน่ายและการบริการหลังการขายยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ริดดารา ทราบดีว่าความเชื่อมั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้รถกระบะชาวไทย ดังนั้นการขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายจึงเป็นโปรเจกต์คู่ขนานที่จะช่วยส่งเสริมให้ยอดขายบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การรุกตลาดในครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของ Geely ในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่พร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถจากน้ำมันสู่ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ


เจาะลึกกลยุทธ์ฟลีต 30%: ภาครัฐและเอกชนคือตัวแปรสำคัญ

หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดของแผนธุรกิจ ริดดารา คือการพุ่งเป้าไปที่ตลาดฟลีต (Fleet Customers) โดยคาดหวังว่ายอดขาย 30% จากเป้าหมายทั้งหมดจะมาจากกลุ่มนี้ กลยุทธ์นี้ถือเป็นการเดินหมากที่ชาญฉลาด เพราะกลุ่มองค์กรและหน่วยงานภาครัฐมักจะมีรอบการเปลี่ยนรถที่ชัดเจนและมีปริมาณมากในแต่ละครั้ง การที่ ริดดารา สามารถนำเสนอโซลูชันที่ช่วยลดงบประมาณค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษาได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับรถสันดาป จะเป็นปัจจัยตัดสินใจที่ทรงพลังที่สุดในการประมูลหรือจัดซื้อจัดจ้างในอนาคต

สำหรับกลุ่มเอกชน โดยเฉพาะบริษัทด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าในเมือง การเปลี่ยนมาใช้กระบะไฟฟ้าของ ริดดารา จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับนโยบายความยั่งยืนของบริษัทเหล่านั้น รถกระบะไฟฟ้าสามารถวิ่งเข้าพื้นที่จำกัดมลพิษได้โดยไม่มีข้อกังวล และยังมีเทคโนโลยีการจัดการพลังงานที่ช่วยให้การบริหารจัดการฟลีตรถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านระบบเทเลเมติกส์ที่ทันสมัย ซึ่ง ริดดารา ได้พัฒนามาเพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ทำให้การติดตามสถานะรถและการใช้พลังงานเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

ในส่วนของภาคราชการ การตอบรับนโยบายจากส่วนกลางที่มุ่งเน้นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานรัฐเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี ริดดารา ได้เตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมด้วยแพ็คเกจการบำรุงรักษาที่คุ้มค่า การรุกเข้าสู่หน่วยงานรัฐไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั่วไปได้เห็นว่า รถกระบะไฟฟ้ามีความทนทานและมีประสิทธิภาพสูงเพียงพอสำหรับการใช้งานในภารกิจสำคัญของชาติ


นวัตกรรมเพื่อคนไทย: ความเหนือชั้นของกระบะไฟฟ้า RIDDARA

หากจะพูดถึงสิ่งที่ทำให้ ริดดารา แตกต่างจากรถกระบะทั่วไปในตลาด คือการใช้แพลตฟอร์ม M.A.P (Multiplex Application Platform) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อรถกระบะไฟฟ้าโดยเฉพาะ แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้นและมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้การขับขี่มั่นคงกว่ารถกระบะยกสูงทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบ V2L (Vehicle to Load) ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทั้งการไปแคมป์ปิ้งและการใช้งานของช่างเทคนิคในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง

ในแง่ของสมรรถนะ ริดดารา ได้ปรับจูนระบบช่วงล่างและการตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้าให้เข้ากับสภาพถนนและลักษณะการใช้งานในประเทศไทย รถรุ่นนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ความแรงของอัตราเร่ง แต่ยังเน้นความทนทานของแบตเตอรี่ที่ผ่านการทดสอบในสภาวะความร้อนสูงและการลุยน้ำขัง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ใช้รถชาวไทยให้ความสำคัญ การสร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องความปลอดภัยและการปกป้องแบตเตอรี่ภายใต้โครงสร้างเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ ริดดารา ใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

เศรษฐศาสตร์ของการเป็นเจ้าของรถกระบะ ริดดารา คือจุดที่น่าสนใจที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรที่ต่ำกว่ารถดีเซลอย่างเห็นได้ชัดจะช่วยให้เจ้าของรถคืนทุนได้เร็วขึ้น ภายในเวลาไม่กี่ปีของการใช้งานหนัก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่มีราคาถูกลงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ริดดารา จึงกลายเป็นเครื่องมือทำเงินสำหรับผู้ประกอบการ และเป็นรถคู่ใจที่ประหยัดงบประมาณสำหรับครอบครัวไทยในระยะยาว ซึ่งนี่คือเสน่ห์ของนวัตกรรมที่เปลี่ยนจากความล้ำสมัยให้กลายเป็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง


วิเคราะห์ตลาดและการแข่งขัน: การเผชิญหน้าของเก่าและใหม่

การก้าวเข้ามาของ ริดดารา ในปี 2569 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าตลาดเดิมเริ่มมีการขยับตัวในด้านไฟฟ้าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ริดดารา มีข้อได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวและการเป็น Pure EV ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการออกแบบ ทำให้ไม่ต้องมีการประนีประนอมในเรื่องพื้นที่หรือสมรรถนะเหมือนรถที่ดัดแปลงมาจากโครงสร้างสันดาป การแข่งขันในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์ แต่เป็นเรื่องของ “ความได้เปรียบทางเทคโนโลยี” ระหว่างค่ายรถหน้าใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้ากับค่ายรถเดิมที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่น

ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่จะกำหนดความเร็วในการเติบโตของ ริดดารา ซึ่งทางแบรนด์ได้วางแผนความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายใหญ่ในไทยเพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า นอกจากนี้ การที่ภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนผ่านมาตรการ EV 3.5 จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคารถกระบะ ริดดารา มีความน่าดึงดูดใจและสามารถแข่งขันกับกระบะดีเซลในระดับราคาที่ใกล้เคียงกันได้

บทสรุปของการบุกตลาดไทยของ ริดดารา ในครั้งนี้ อาจไม่ได้วัดกันเพียงแค่ยอดขาย 5,000 คันในปีแรก แต่วัดกันที่ความสามารถในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถกระบะไทย หาก ริดดารา สามารถพิสูจน์ได้ว่า “กระบะไฟฟ้าทำงานได้ดีกว่ากระบะดีเซล” ในทุกมิติ เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมี ริดดารา และ Geely Group เป็นหัวขบวนสำคัญในการนำทางสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน


#RIDDARA #GeelyGroup #รถกระบะไฟฟ้า #EVThailand #เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมยานยนต์ #Sustainability #FleetManagement #TheEVcar

Share