สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เดินหน้าเชิงรุกด้วยการเปิดเวทีระดมสมองครั้งสำคัญร่วมกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อถกแนวทางการรับมือความท้าทายรอบด้านที่ถาโถมเข้าใส่ภาคการผลิตในปัจจุบัน การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมเพื่อนำเสนอชุดมาตรการสนับสนุนชุดใหญ่ต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ เป้าหมายหลักคือการรักษาเสถียรภาพและตำแหน่งการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกของไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดโลกและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับพลังงานสะอาดมากขึ้น
การผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์เพื่อรับมือจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ได้สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยการเชิญผู้บริหารระดับสูงจาก 4 สมาคมหลักที่เป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาล้อมวงสนทนา ประกอบด้วย นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การรวมตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประชุมตามวาระปกติ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเจาะลึกต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาวะที่ความท้าทายรอบด้านบีบคั้นให้ไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ตกขบวนการผลิตในยุคหน้า
กลไกสำคัญของการหารือในครั้งนี้คือการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนโดยตรง เพื่อนำข้อมูลดิบและความต้องการที่แท้จริงมาออกแบบเป็นมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ บีโอไอมองว่าการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่เทคโนโลยียุคใหม่ต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันอย่างลงตัวระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเตรียมจัดทำแพ็กเกจข้อเสนอเพื่อยื่นต่อรัฐบาลใหม่จึงถูกวางไว้เป็นยุทธศาสตร์เร่งด่วน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างไม่เสื่อมคลาย
ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเข้ามาของคู่แข่งหน้าใหม่ในภูมิภาค บีโอไอและภาคเอกชนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าไทยจำเป็นต้องรักษาโมเมนตัมการเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกเอาไว้ให้ได้ การประชุมในครั้งนี้จึงมุ่งไปที่การกำหนดโรดแมปที่ชัดเจนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตของตัวเลขยอดขาย แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของบุคลากรและนวัตกรรมภายในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตระดับสากลที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอัจฉริยะของยานพาหนะ
ยุทธศาสตร์ xEV ความต่อเนื่องคือหัวใจของการครองตลาด
ข้อเสนอประการแรกที่ภาคเอกชนเน้นย้ำคือความจำเป็นอย่างยิ่งในเรื่องความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ xEV ซึ่งครอบคลุมทั้งการลงทุน การผลิต และการส่งเสริมการส่งออก ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลรักษาความชัดเจนของนโยบายสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) การสร้างความมั่นใจว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่สะดุดหยุดลงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเดินหน้าไปได้อย่างไม่ติดขัด และสามารถรักษาแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาวให้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไปได้
นอกจากมิติของการผลิตแล้ว การส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศยังถูกระบุว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมนี้ให้สมบูรณ์ บีโอไอได้รับข้อเสนอที่จะให้มีการขยายผลมาตรการสนับสนุนให้ลึกซึ้งและกว้างขวางขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดในแต่ละเซกเมนต์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการทุกระดับจะสามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ และยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาเสริมแกร่งให้ฐานการผลิตเดิมที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ดอีวี ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และอินเวอร์เตอร์ ดังนั้นการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการต่อยอดความสำเร็จเดิมให้มีความยั่งยืนมากขึ้น การรักษาโมเมนตัมนี้จะช่วยให้ไทยไม่เพียงแต่เป็นผู้ประกอบรถยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีหลักของยานยนต์ยุคใหม่ที่จะเติบโตคู่ไปกับฐานอุตสาหกรรมเดิมได้อย่างมั่นคงและเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ
ผ่าทางตันตลาดในประเทศ กระตุ้นดีมานด์กู้ซากวิกฤตเศรษฐกิจ
ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศหดตัวอย่างรุนแรงมานานกว่า 2 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มรถปิกอัพซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและมีห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขวาง มีผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศจำนวนมากได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ดิ่งลงอย่างหนัก ภาคเอกชนจึงได้ยื่นข้อเสนอขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างเร่งด่วน เช่น การอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์ใหม่ไปหักภาษีเงินได้ในอัตราที่สูงกว่าปกติ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่มีกำลังซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
อีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาหารือคือโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ซึ่งจะเป็นการช่วยหมุนเวียนรถยนต์รุ่นเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำและก่อมลพิษออกจากระบบ พร้อมแทนที่ด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีสะอาดกว่า มาตรการนี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นยอดขายในอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว ยังส่งผลดีต่อมิติทางสิ่งแวดล้อมและช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากรถยนต์รุ่นเก่าอีกด้วย นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้ภาครัฐนำร่องด้วยการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทเพื่อใช้ในหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเป็นตัวอย่างที่ดีในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
นายนฤตม์ ได้ให้ทัศนะว่าการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออก เมื่อดีมานด์ในประเทศมีความเข้มแข็ง จะเป็นแรงดึงดูดให้ผู้ผลิตมั่นใจที่จะขยายฐานการผลิตและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในประเทศไทยมากขึ้น การทำงานร่วมกันระหว่างบีโอไอและกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการออกแบบมาตรการภาษีและการเงินที่เหมาะสม จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินของผู้บริโภค และช่วยประคองให้ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตการหดตัวของตลาดครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
Localization ยุทธศาสตร์เสริมแกร่งชิ้นส่วนไทยสู้ศึกโลก
การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย หรือ Localization คือหนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้ “แต้มต่อ” เป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ข้อเสนอนี้มุ่งเน้นไปที่การลดแรงกดดันจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างรวดเร็ว โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลพิจารณากลไกที่จะส่งเสริมให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และสร้างงานให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยที่กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้า
เพื่อให้มาตรการ Localization สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม ภาคเอกชนได้เสนอให้เกิดความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากรในการบริหารจัดการเขตปลอดอากร (Free Zone) กรมสรรพสามิตในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการผลิตในประเทศ และกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำหนดหลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ การทำงานที่สอดประสานกันนี้จะช่วยลดอุปสรรคทางด้านต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าที่ผลิตในไทย ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงงานประกอบ แต่เป็นฐานการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้ในเชิงเทคโนโลยีและวัตถุดิบ
การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกคือเป้าหมายสูงสุดที่บีโอไอและสมาคมต่าง ๆ กำลังผลักดัน โดยมุ่งหวังให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของค่ายรถยนต์ระดับสากล ความสำเร็จของมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาฐานอุตสาหกรรมเดิมเอาไว้ แต่ยังเป็นการปูทางไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่คนไทยมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่สูงขึ้น สิ่งนี้จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยจากการผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และทำให้ไทยยังคงเป็นดาวเด่นในฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมั่นคง
ก้าวต่อไปของบีโอไอในรอบ 60 ปี สู่เศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 และได้สั่งสมประสบการณ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บีโอไอมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากทั้งในและต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในวันนี้ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ บีโอไอยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในหอกข้างแคร่ที่จะนำพาไทยไปสู่ความมั่งคั่งในรูปแบบใหม่
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจว่า บีโอไอพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ การรักษาความยุติธรรมในการแข่งขัน หรือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ทุกข้อเสนอที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปกลั่นกรองและจัดทำเป็นแพ็กเกจที่สมบูรณ์ที่สุดเพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ โดยเชื่อมั่นว่าหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกจุด ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายและเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม
การปรับตัวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ความมุ่งมั่นของบีโอไอในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลและเอกชน จะช่วยให้ประเทศไทยไม่เพียงแต่รักษาความเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ แต่ยังจะสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างทวีคูณ นี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่จะนำมาซึ่งความกินดีอยู่ดีของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาวสืบไป
#สรุปข่าวเศรษฐกิจ #BOI #ยานยนต์ไฟฟ้า #EV #xEV #อุตสาหกรรมยานยนต์ #หนี้ครัวเรือน #รถเก่าแลกรถใหม่ #รัฐบาลใหม่ #เศรษฐกิจไทย
