ผวาหนัก! วิริยะสั่งคุมเข้ม ประกันรถ EV เบี้ยพุ่งทะยาน แตะ 4.4 หมื่นล้าน

ผวาหนัก! วิริยะสั่งคุมเข้ม ประกันรถ EV เบี้ยพุ่งทะยาน แตะ 4.4 หมื่นล้าน

TheEVcar.com ขอพาคุณผู้อ่านเจาะลึกถึงประเด็นร้อนแรงที่กำลังสั่นสะเทือนวงการยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างหนัก เมื่อกระแสความนิยมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ทางการเงิน แม้ว่าผู้บริโภคจำนวนมากจะตัดสินใจเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมาสู่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยความหวังที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในยุคที่น้ำมันผันผวน แต่ความจริงอันโหดร้ายที่ซ่อนอยู่หลังพวงมาลัยคือต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือค่าเบี้ย ประกันรถ EV ที่กลายเป็นภาระหนักอึ้ง ซึ่งประเด็นนี้กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจทำให้หลายคนต้องกลับมาทบทวนการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่อีกครั้ง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ตอกย้ำถึงวิกฤตการณ์นี้มาจากพี่ใหญ่แห่งวงการประกันภัยวินาศภัยไทยอย่าง “วิริยะประกันภัย” ที่ได้ออกมาประกาศกางแผนคุมเข้มการรับ ประกันรถ EV อย่างเป็นทางการ การขยับตัวของผู้นำตลาดในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่ส่งตรงถึงทั้งค่ายรถยนต์และผู้บริโภค เนื่องจากวิริยะประกันภัยมีฐานข้อมูลสถิติอุบัติเหตุและต้นทุนการเคลมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ การประเมินสถานการณ์ของพวกเขาจึงสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของตลาดได้อย่างแม่นยำที่สุด การตัดสินใจใช้มาตรการคุมเข้มในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงและต้นทุนในการบริหารจัดการประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้านั้นอยู่ในระดับที่บริษัทประกันภัยไม่สามารถแบกรับด้วยเงื่อนไขแบบเดิมได้อีกต่อไป

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดจากการเปิดเผยในครั้งนี้คือ ค่าเฉลี่ยของเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันได้พุ่งทะยานสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในระดับเดียวกันถึงกว่าร้อยละ 20 ซึ่งเป็นส่วนต่างที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ต่ออายุกรมธรรม์ในปีที่สองอย่างมาก นอกจากนี้ วิริยะประกันภัยยังได้คาดการณ์ตัวเลขเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2569 ว่าจะพุ่งทะลุไปถึงระดับ 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำถึงปริมาณความเสี่ยงมหาศาลที่บริษัทต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อไม่ให้สัดส่วนความเสียหายหรือ Loss Ratio พุ่งสูงจนกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท

เจาะลึกต้นตอปัญหาเบี้ยประกันรถไฟฟ้าแพงหูฉี่

สาเหตุหลักที่ทำให้เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้ามีราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปถึงร้อยละ 20 นั้น มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ของตัวรถยนต์ไฟฟ้าเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนที่สำคัญและมีมูลค่าสูงที่สุดอย่าง “แบตเตอรี่แรงดันสูง” ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 40 ถึง 50 ของราคารถยนต์ทั้งคัน ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและมีการกระทบกระเทือนถึงโครงสร้างแบตเตอรี่ แม้เพียงเล็กน้อย บริษัทผู้ผลิตมักจะมีข้อกำหนดให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งลูกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด แทนที่จะเป็นการซ่อมแซมเฉพาะจุด ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่นี้มีต้นทุนที่มหาศาลและกลายเป็นภาระโดยตรงที่บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้จ่ายเงินชดเชย

นอกจากมูลค่าของแบตเตอรี่แล้ว ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดด้านศูนย์บริการก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ดันให้ต้นทุนการเคลมประกันพุ่งสูงขึ้น ปัจจุบันชิ้นส่วนอะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ระยะเวลาในการรออะไหล่ยาวนานกว่าปกติมาก นอกจากนี้ จำนวนอู่ซ่อมรถยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญ ระบบเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน และช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมการจัดการระบบไฟฟ้าแรงดันสูงยังมีจำนวนจำกัด ทำให้ค่าแรงในการซ่อมแซมรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ความขาดแคลนในระบบนิเวศการซ่อมบำรุงนี้จึงถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบของเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว

ปัจจัยที่สามที่ไม่อาจมองข้ามคือพฤติกรรมการขับขี่และสถิติการเกิดอุบัติเหตุ รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราเร่งที่ตอบสนองได้รวดเร็วและแรงบิดที่มาแบบทันทีทันใด ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก ผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นชินกับสมรรถนะที่ดุดันนี้ มักจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนในช่วงแรกของการใช้งาน สถิติจากบริษัทประกันภัยหลายแห่งรวมถึงวิริยะประกันภัยชี้ให้เห็นว่า ความถี่ในการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงปีแรกนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย เมื่อนำความถี่ที่สูงขึ้นมาคูณกับความรุนแรงของต้นทุนการซ่อมที่แพงลิ่ว จึงกลายเป็นสมการที่ทำให้บริษัทประกันภัยต้องปรับฐานเบี้ยประกันให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง

ผ่าแผนคุมเข้มของวิริยะประกันภัยเพื่อรักษาสมดุล

เพื่อรับมือกับวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง วิริยะประกันภัยได้ประกาศใช้กลยุทธ์ “คุมเข้ม” ในการพิจารณารับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าเกณฑ์การพิจารณารับประกันจะมีความละเอียดและรัดกุมมากยิ่งขึ้น บริษัทจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) ของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละแบรนด์และแต่ละรุ่นอย่างเจาะจง โดยพิจารณาจากสถิติการเคลม ความพร้อมของศูนย์บริการในประเทศ และนโยบายการจัดหาอะไหล่ของแต่ละค่ายรถ หากแบรนด์ใดมีประวัติการเคลมที่ยุ่งยาก ต้นทุนอะไหล่แพงเกินจริง หรือไม่มีศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานเพียงพอ บริษัทอาจพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยประกัน หรือถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยในบางรุ่นเพื่อจำกัดความเสี่ยง

ภายใต้แผนการเติบโตที่ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 4.4 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569 วิริยะประกันภัยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การขยายยอดขายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความสามารถในการทำกำไร (Profitability) การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องมีการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างชาญฉลาด โดยคาดว่าวิริยะประกันภัยจะนำเสนอโครงสร้างเบี้ยประกันภัยแบบผสมผสาน (Dynamic Pricing) ที่อิงตามประวัติการขับขี่ส่วนบุคคล ผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี ไม่มีการเคลม จะยังคงได้รับเบี้ยประกันในระดับที่จับต้องได้ ในขณะที่ผู้ที่มีประวัติการเคลมสูงจะต้องเผชิญกับการปรับเบี้ยที่ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบประกันภัย

นอกจากนี้ แผนคุมเข้มดังกล่าวยังรวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อผลักดันกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ (EV Battery Policy) ซึ่งจะมีการแยกความคุ้มครองของแบตเตอรี่ออกจากตัวรถอย่างชัดเจน การทำเช่นนี้จะช่วยให้วิริยะประกันภัยสามารถประเมินค่าเสื่อมราคาของแบตเตอรี่ตามการใช้งานจริง และจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น ลดภาระการต้องจ่ายค่าแบตเตอรี่ใหม่เต็มจำนวนในกรณีที่รถยนต์ผ่านการใช้งานมาหลายปี ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยพยุงเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทในระยะยาว

ผลกระทบลูกโซ่ต่อผู้บริโภคและทิศทางตลาด

การประกาศแผนคุมเข้มของวิริยะประกันภัยได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภคที่กำลังใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในปัจจุบัน หลายคนที่กำลังจะต่ออายุกรมธรรม์ในปีที่สองหรือปีที่สามต้องพบกับอาการช็อกเมื่อเห็นใบแจ้งหนี้ค่าเบี้ยประกันที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุเพดาน บางรายพบว่าเบี้ยประกันพุ่งขึ้นไปแตะระดับสามหมื่นถึงสี่หมื่นบาทต่อปี ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณเป็นต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ (Total Cost of Ownership – TCO) แล้ว ส่วนต่างของค่าน้ำมันที่ประหยัดได้อาจถูกหักล้างไปจนหมดด้วยค่าเบี้ยประกันที่แสนแพงนี้ ทำให้ผู้ใช้งานเริ่มเกิดความรู้สึกลังเลและตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าที่แท้จริงของการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ในระดับมหภาค ทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวชั่วคราวจากความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านประกันภัย แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอุดหนุนทางภาษีและเงินคืนเพื่อกระตุ้นการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่หากต้นทุนการบำรุงรักษาและการประกันภัยยังคงอยู่ในระดับที่สูงลิ่วเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์คันแรกและกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง (Mass Market) ที่มีความอ่อนไหวต่อราคาอย่างมาก ค่ายรถยนต์ต่างๆ จำเป็นต้องเร่งหาทางออกร่วมกับบริษัทประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันในปีแรกๆ หรือการเร่งขยายศูนย์ซ่อมเพื่อลดต้นทุนการเคลมให้เข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในครั้งนี้อาจมองได้ว่าเป็นความเจ็บปวดที่นำไปสู่การปรับฐานที่จำเป็น (Necessary Correction) ของตลาด การที่เบี้ยประกันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องหันมาใส่ใจกับการออกแบบชิ้นส่วนที่ซ่อมแซมได้ง่ายขึ้น (Repairability) และลดการผูกขาดด้านอะไหล่ ผู้บริโภคเองก็จะมีความตระหนักรู้ในการขับขี่อย่างระมัดระวังมากขึ้น ในระยะยาว กลไกตลาดจะบีบให้ต้นทุนเหล่านี้ค่อยๆ ลดลงเมื่อระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ขึ้น แต่ในระยะสั้น ผู้บริโภคจำเป็นต้องวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบและเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับต้นทุนประกันภัยที่ยังคงมีความผันผวนสูง

การปรับตัวของอุตสาหกรรมประกันภัยในยุคเปลี่ยนผ่าน

การขยับตัวของวิริยะประกันภัยในฐานะผู้นำตลาด ถือเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ (Benchmark) ให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยทั้งระบบ เมื่อพี่ใหญ่เริ่มส่งสัญญาณคุมเข้ม บริษัทประกันภัยรายอื่นๆ ที่เคยใช้กลยุทธ์หั่นราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็เริ่มทยอยถอยทัพและปรับนโยบายการรับประกันให้รัดกุมตามไปด้วย เรากำลังเข้าสู่ยุคที่บริษัทประกันภัยทุกแห่งต้องลงทุนมหาศาลในการพัฒนาระบบไอทีและฐานข้อมูล เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ และประเมินความเสี่ยงเชิงเทคนิคที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการประเมินอุบัติเหตุทั่วไปทางกายภาพ

ขณะเดียวกัน การปรับตัวนี้ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์ประกันภัยรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นการนำเทคโนโลยี Telematics มาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อติดตามพฤติกรรมการขับขี่ การชาร์จไฟ และการใช้ความเร็วแบบเรียลไทม์ ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมปลอดภัยและดูแลรักษารถดีจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันแบบรายวันหรือรายเดือน (Pay-how-you-drive) ซึ่งนอกจากจะช่วยให้บริษัทประกันสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังเป็นการให้รางวัลจูงใจแก่ผู้บริโภคที่ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและผู้กำกับดูแลต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากยิ่งขึ้น การออกมาตรฐานกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น แต่ภาครัฐจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการซ่อมบำรุง สนับสนุนการสร้างบุคลากรช่างยนต์ไฟฟ้า และกำกับดูแลราคาอะไหล่ไม่ให้ถูกผูกขาดโดยค่ายรถยนต์เพียงอย่างเดียว ความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างบริษัทประกัน ค่ายรถยนต์ และภาครัฐ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางต้นทุน และทำให้อุตสาหกรรมประกันภัยสามารถก้าวข้ามผ่านยุคเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างมั่นคง

บทสรุปและก้าวต่อไปของระบบนิเวศอีวีไทย

ปรากฏการณ์เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าแพงกว่ารถยนต์สันดาปถึงร้อยละ 20 และแผนการคุมเข้มของวิริยะประกันภัย ถือเป็นกระจกสะท้อนภาพความเป็นจริงของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่ยังอยู่ในช่วงของการเติบโตและปรับตัว (Growing Pains) แม้ตัวเลขเป้าหมายเบี้ยประกันภัย 4.4 หมื่นล้านบาทในปี 2569 จะดูเป็นความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการรักษาสมดุลระหว่างการให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม การทำกำไรของบริษัทประกัน และความสามารถในการจ่ายของผู้บริโภค ปัญหาต้นทุนแฝงนี้ตอกย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้มีเพียงแค่มิติของการซื้อขายรถยนต์ แต่ยังครอบคลุมถึงระบบสนับสนุนหลังการขายที่ต้องแข็งแกร่งเพียงพอ

TheEVcar.com มองว่า ก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูล (Data Transparency) ค่ายรถยนต์ต้องเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมที่จำเป็นสำหรับการประเมินการซ่อมแซมให้กับบริษัทประกันภัยและอู่มาตรฐาน เพื่อทำลายกำแพงต้นทุนที่สูงเกินจริง ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองเพียงแค่ราคาตัวรถและค่าน้ำมันที่ประหยัดได้ มาเป็นการประเมินความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานอย่างรอบด้าน การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าเบี้ยประกันจะเป็นเกราะป้องกันทางการเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ วิกฤตเบี้ยประกันอีวีพุ่งสูงไม่ใช่จุดจบของกระแสยานยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นเพียงบททดสอบสำคัญที่จะคัดกรองและบ่มเพาะให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เมื่อผู้เล่นทุกฝ่าย ทั้งบริษัทประกัน ผู้ผลิต และผู้กำกับดูแล สามารถหาจุดสมดุลที่ลงตัวได้ ต้นทุนที่เคยสูงลิ่วจะค่อยๆ ถูกปรับให้เข้าสู่จุดดุลยภาพ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเป็นไปอย่างมั่นคง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


#วิริยะประกันภัย #ประกันรถEV #เบี้ยประกันรถไฟฟ้า #รถยนต์ไฟฟ้า #ข่าวเศรษฐกิจยานยนต์ #TheEVcar #EVThailand #ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า #ค่าซ่อมรถEV #เทรนด์รถEV2026

Share